“โขน” ถือเป็นศิลปะการแสดงโบราณที่สืบทอดกันมายาวนาน แม้จะไม่สามารถระบุช่วงเวลาได้อย่างชัดเจน แต่ในวรรณกรรม “ลิลิตพระลอ” มีการกล่าวถึง... “ขยายโรงโขนโรงรำ ทำระทาราวเทียน”...ส่วนที่มาของคำว่า “โขน” เชื่อกันว่ามาจากภาษาเบงคาลีคือ “โขละ” หรือ “โขล” และ “โขฬะ” ซึ่งหมายถึงเครื่องดนตรีฮินดูที่มีลักษณะคล้ายกับตะโพนของไทย
ในภาษาทมิฬ เรียกการแสดงนี้ว่า “โกล” หรือ “โกลัม” ซึ่งแปลว่า “การตกแต่งให้ดูสวยงาม”... สำหรับ “โขนไทย” นั้น เป็นมหรสพหลวงที่เกิดขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา ใช้แสดงในพระราชพิธีสำคัญต่างๆ ของกษัตริย์ไทย ปัจจุบันได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นมรดกประจำชาติจนถึงปัจจุบัน... การแสดงโขนมักจะนำเสนอเรื่องราวจาก “รามเกียรติ์” ซึ่งมีตัวละครสำคัญ เช่น พระราม พระลักษมณ์ ทศกัณฐ์ หนุมาน พลลิง และพลยักษ์ ผู้แสดงจะแต่งกายอย่างสวยงามและโดดเด่น... สิ่งหนึ่งที่สามารถสื่อถึงบุคลิกและลักษณะนิสัยของตัวละครได้อย่างชัดเจน... นั่นคือ “หัวโขน” ที่มีสีสันและลวดลายวิจิตรบรรจงอยู่บนศีรษะของผู้แสดง

หัวโขนถูกสร้างขึ้นโดยช่างฝีมือผู้มีความสามารถหลากหลายในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ช่างปั้น ช่างหุ่น ช่างกลึง ช่างแกะ ช่างสลัก ช่างรัก ช่างทอง และช่างเขียน เนื่องจากงานหัตถศิลป์ประเภทนี้จำเป็นต้องอาศัยความรู้และทักษะจากศาสตร์เหล่านี้
ที่สำคัญที่สุด...ทุกคนที่เกี่ยวข้องต้องมี “ครู” ผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้ และ “ครู” ผู้สถิตอยู่ในโลกอื่นหรือมิติอื่น นอกจากนี้ยังนิยมเลือกฤกษ์ยามที่ดี เช่น วันพฤหัสบดีหรือ “วันพระใหญ่” ในการสักการะบูชาด้วยผลไม้ตามฤดูกาล 3 ชนิด พร้อมกับน้ำดื่มสะอาด เพื่อความเป็นสิริมงคลและความสำเร็จในการสร้างสรรค์ผลงาน

@@@@@@
ท่ามกลางความลึกลับและเสน่ห์ของศิลปะโบราณที่ควรค่าแก่การรักษาไว้ กัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา จึงได้ศึกษาและผสมผสานศาสตร์แขนงนี้เข้ากับ “1 ใน 10 สวนสวยของโลก” เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับคนทุกวัย...นี่คือที่มาของ “พิพิธภัณฑ์หัวโขนสวนนงนุชพัทยา” ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในปี 2560
อาจารย์พรหมมินทร์ สุมานา อายุ 59 ปี ผู้เชี่ยวชาญด้านหัตถกรรมศิลป์และช่าง 10 หมู่ จากวิทยาลัยในวังศาลายา ได้รับหน้าที่ดูแลโครงการนี้ โดยมีทีมงานที่ผ่านการเรียนรู้วิธีการทำหัวโขน 10 คนร่วมงาน และมีครูผู้ชำนาญด้านการประดิษฐ์หัวโขนเป็นที่ปรึกษา คอยให้คำแนะนำและแก้ไข ปัจจุบันมีหัวโขนทั้งหมด 586 เศียร...แต่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักเพียงพระลักษมณ์ พระราม ทศกัณฐ์ หนุมาน หรือตัวละครเด่นๆ ในเรื่องรามเกียรติ์เท่านั้น

ยกตัวอย่างหัวโขนบางส่วน เช่น ทศกัณฐ์หน้าทอง, มโหทร, เปาวนาสูร, ภัทรจักร, จิตรการ, หิรันตยักษ์, มหัลลกอสุราวตาร...พระลักษมณ์เดินดง, นางสีดา, ไกยเกษี ส่วนพลลิงกลุ่มหนุมาน มีนิลเกศี, ทวิพัท, จิตตุเสน และในกลุ่มพ่อแก่ฤษี มีฤษีชาวาลี, ฤษีบรมโกฏิ, ฤษีหิมพานต์, ฤษีสิงขรณ์ รวมถึงตัวละครอื่นๆ อีกมากมาย
อาจารย์พรหมินทร์ได้เล่าว่า การสร้างหัวโขนนั้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ละเอียดอ่อน และยังเป็นเครื่องสูงที่ต้องปฏิบัติตามจารีตโบราณอย่างเคร่งครัด
หากไม่ปฏิบัติตามอาจนำมาซึ่งอัปมงคลต่อตนเองและครอบครัวได้...นอกจากนี้ ห้องจัดแสดงยังต้องรักษาขนบธรรมเนียมเก่า โดยมีทวารบาลหรือ “ผู้เฝ้าประตู” คอยดูแล

หรือที่เรียกกันว่า “อมนุษย์และทวยเทพเทวดาที่ประตู” ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศทั้งสี่ คือ หน้าสองและหลังสอง และการบูชานั้น ต้องทำการไหว้ให้ครบทั้งสี่ทิศเหมือนกันทุกประการ
“อาคารห้องแสดงทั้งหมดต้องระวัง ห้ามมีห้องน้ำหรือห้องชำระอยู่ภายในโดยเด็ดขาด เพราะถือว่าเป็นสิ่งอับโชคสำหรับหัวโขนที่มีครูครอบอยู่ และครูจะแสดงปฏิกิริยารุนแรงโดยไม่ทันได้ตั้งตัว”

ในเช้าวันที่ย้ายหัวโขน 586 เศียรเข้าสู่ห้องจัดแสดง แม้จะมีการทำพิธีบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางบนเนินเขาบันไดกฤษทางทิศตะวันออกสวนนงนุช แต่ก็เกิดเหตุการณ์โกลาหลขึ้น...ทันใดนั้นเอง เหตุการณ์มหัศจรรย์ที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น...ลุงรักษาความปลอดภัยที่มีหนวดรุงรัง เดินตรงไปยืนหน้าพ่อแก่ฤษี และพูดชื่อพ่อแก่แต่ละองค์ได้อย่างถูกต้องก่อนจะเดินจากไป
ทำให้ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างตกตะลึง และเชื่อว่า...น่าจะเป็นพ่อแก่ฤษีที่借用ร่างลุงคนนั้นเข้ามารับรู้การจัดสถานที่ประดิษฐานหัวโขน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของนาฏกรรมและศิลปกรรมไทยอย่างแน่นอน...สาธุ! สาธุ! สาธุ!
@@@@@@
การจัดแสดง “หัวโขน” นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง ต้องคำนึงถึงการให้ความเคารพโดยจัดวางในที่สูงกว่าพื้นทางเดิน และป้องกันไม่ให้ตกหล่นลงสู่พื้นราบ รวมถึงต้องระวังไม่ให้สัตว์หรือแมลงใดๆ มารบกวน เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อครูบาอาจารย์ ดังนั้น...การจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์จึงต้องระมัดระวังในเรื่องนี้เป็นพิเศษ
นอกจากนี้ ยังต้องมีการจัดหมวดหมู่และรวบรวมเรื่องราวความเป็นมาของแต่ละเศียรเพื่อให้ผู้สนใจได้ศึกษา โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆ...เริ่มจากกลุ่มที่อนุรักษ์รูปแบบการสร้างหัวโขนแบบโบราณ ซึ่งใช้ต้นแบบปูนปั้นติดกระดาษสาก่อนจะเขียนลายตกแต่ง...แต่กระบวนการนี้ใช้เวลานานถึง 1 เดือนเพื่อสร้างเศียรเดียว
อีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มพระฤษีหรือพ่อแก่ ซึ่งศิลปินทุกยุคทุกสมัยนับถือบูชาเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและในการแสดงแต่ละครั้ง...ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือหัวโขน 383 เศียรที่มาจากชุดแสดงเรื่อง “รามเกียรติ์”

ตั้งแต่ “นนทก” ยักษ์ผู้รับใช้พระอิศวร ซึ่งมีหน้าที่เฝ้าประตูและล้างเท้าเทวดาทุกองค์ก่อนเข้าเฝ้า จนกระทั่งยักษ์จอมเกเรรายนี้ตายแล้วเกิดใหม่เป็น “ทศกัณฐ์” และทำศึกยกรบกับ “พระราม” อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ในอดีต...ผู้เข้าชมส่วนใหญ่เป็นศิลปินในแวดวงนาฏกรรมไทย รวมถึงคณะครูและนักเรียนที่เรียนวิชานาฏศิลป์จากทั่วประเทศ แต่ละคณะที่มาเยี่ยมชม...ต่างแสดงอาการสงบสำรวมตั้งแต่ก้าวแรกที่ผ่านทวารบาล...และเมื่อจบการเยี่ยมชม ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า...
“ตลอดเวลารู้สึกขนลุกเหมือนกำลังยืนอยู่บนเวทีแสดงจริงๆ!”
สิ่งนี้ไม่ใช่...“อิทธิฤทธิ์” หรือ “ปาฏิหาริย์” แต่เป็น “ความเชื่อ” ที่เกิดจาก “ศรัทธา” จนก่อให้เกิดความรู้สึกตื่นเต้น ระทึกใจ และอัศจรรย์ใจจนยากจะบรรยาย...

สำหรับผลงานที่สร้างความภาคภูมิใจให้คนไทย ขอเอ่ยนามผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ได้แก่ อาจารย์ธนธรณ์ คุงจำรัส และอาจารย์ภาคภูมิ ศรีโพธิ์ ผู้เชี่ยวชาญงานหัตถศิลป์ ช่าง 10 หมู่ จากวิทยาลัยในวังศาลายา...ผลงานบางส่วนได้ผ่านพิธีบวงสรวงและเบิกพระเนตรจากครูผู้มีวิชาอาคมด้านนาฏศิลป์มาแล้ว จึงถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เหล่าสานุศิษย์ผู้ผ่านพิธีครอบครูให้ความเคารพนับถือ เนื่องจากจัดเป็นเครื่องสูงที่ควรค่าแก่การบูชา
“ศรัทธา”...นำมาซึ่งปาฏิหาริย์หรือไม่? จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม...โปรดอย่าได้ “ลบหลู่”

รัก-ยม
