ความเชื่อในเรื่อง “ยาผีบอก” เชื่อมโยงกับ “คัมภีร์โบราณ” ที่ถูกบันทึกบนใบลานมาตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งมีลายลักษณ์อักษรบ่งบอกถึงการรักษาที่ใช้ในสมัยนั้น
แม้ว่าจะไม่มีการบันทึกชื่อของผู้ที่บันทึกไว้ แต่ความรู้ในเรื่องนี้ยังคงถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านการปฏิบัติและได้รับผลที่ดี ทำให้เกิดความเชื่อและศรัทธามาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน
บางตำรายาอาจถือเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ดังนั้นการใช้ยาจึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบตามข้อเท็จจริงและหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับส่วนประกอบของยา เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ใช้ได้

ต้นดิ๊กเดียม หรือที่เรียกว่า จั๊กเดียม หรือ จั๊กจี้ ที่วัดปรางค์ จังหวัดน่าน เป็นต้นไม้ที่มีความพิเศษ เมื่อมีคนลูบที่ลำต้น จะเกิดการสั่นไหวโดยไม่มีลมพัด ซึ่งการสั่นไหวนี้จะทำให้ยอดไม้และใบไม้ไหวไปด้วย เป็นเหตุการณ์ที่น่าประหลาดใจและน่าตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่งสำหรับผู้พบเห็น
เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ต้นดิ๊กเดียมที่มีอายุยาวนานเกินกว่า 114 ปี ถูกค้ำยันด้วยเสาปูนและเชือกล็อกไว้อีกชั้น เนื่องจากลำต้นเกือบจะล้มลง สัญญาณการสั่นไหวเมื่อถูกลูบยังคงมีอยู่ แต่ไม่ชัดเจนเท่ากับในอดีตที่เคยเห็นการสั่นไหวอย่างแรง
เมื่อสัมผัสต้นไม้ปลายไม้จะสั่นไหวดิ๊กๆ ราวกับต้นไม้จั๊กจี้ ต้นไม้รู้สึกเหมือนโดนจั๊กจี้จริงๆ อย่างน่าอัศจรรย์

ชื่อของต้นดิ๊กเดียมเชื่อว่าเกิดจากอาการสั่นไหวเมื่อถูกลูบ ต้นไม้ชนิดนี้มีสรรพคุณทางการรักษาโรค เช่น มะเร็ง หอบหืด ลมชัก ริดสีดวง ภูมิแพ้ โดยการใช้กิ่งและใบบดเป็นผงแล้วปั้นเป็นยาลูกกลอน ตามตำรับยาโบราณที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2451 แต่น่าเสียดายที่ไม่มีผู้สืบทอดสูตรนี้ในปัจจุบัน
จากการบันทึกของหมอพื้นบ้านโบราณ มีการใช้ยอดและใบของต้นดิ๊กเดียมมาตากแดดให้แห้ง แล้วบดเป็นผง ผสมกับน้ำผึ้งและสมุนไพรอีกสองสามชนิดเพื่อใช้เป็นยา
@@@@@@
“ต้นดิ๊กเดียม” มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Gordonia turgid Roxb”
ต้นดิ๊กเดียมที่วัดปรางค์ อำเภอปัว จังหวัดน่าน ได้รับการปลูกโดยครูฤระวงค์ สุทธหลวง เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2451 ในสมัยที่หลวงพ่อปลัดยศ ยศโส ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ต้นไม้ชนิดนี้เป็นไม้ยืนต้น สูงได้ถึง 10 เมตร เปลือกต้นและกิ่งมีสีน้ำตาล ผิวขรุขระ กิ่งมีหนามแหลม และใบเป็นรูปไข่
ดอกของต้นดิ๊กเดียมออกเป็นกระจุกตามกิ่ง สีขาวครีมมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ผลกลมมีผิวขนนุ่มสีน้ำตาลเข้ม ภายในมีเมล็ดเล็กจำนวนมาก ทุกส่วนของต้นดิ๊กเดียมสามารถใช้เป็นสมุนไพรในการรักษาโรคได้
ตามตำรายาโบราณเกี่ยวกับสมุนไพร “ต้นดิ๊กเดียม” กล่าวกันว่า หลวงปู่ท่านเป็นผู้ถ่ายทอดตำรับยานี้ แต่เสียดายที่หลวงปู่ได้มรณภาพไปแล้ว และอีกทั้งต้นดิ๊กเดียมที่วัดปรางค์ อำเภอปัว จังหวัดน่าน กำลังเสื่อมสภาพอย่างเห็นได้ชัด หรือกล่าวได้ว่า ต้นนี้กำลังจะตายไปแล้ว

“ต้นดิ๊กเดียม” พันธุ์นี้เป็นไม้หายาก พบได้ยากมากจริงๆ จนกลายเป็นต้นไม้ที่ไม่เหมือนใคร ส่วนต้นอื่นๆ เป็นพันธุ์อื่นตามที่พบ ตามลำต้นจะมีหนามยาวประมาณ 2 เซนติเมตร ความรู้ภูมิปัญญาชาวบ้านระบุว่า “ต้นดิ๊กเดียม” ที่มีหนามเป็นพิษ และไม่สามารถนำมาทำยาตำรับโบราณได้
ใครที่เคยมาลูบต้นดิ๊กเดียมวัดปรางค์จะเห็นว่าลำต้นจะราบเรียบ ไม่มีหนาม เห็นต้นเล็กๆหน้ากว้างไม่ถึงคืบอย่างนี้อายุกว่าร้อยปีเข้าไปแล้วดิ๊กเดียมถือว่าเป็นไม้โตช้า

“ถ้าเทียบกับต้นกระท้อนอายุ 80 ปีเท่านั้น ใหญ่โตมากมาย แต่ดิ๊กเดียมโตขึ้นมาอายุเท่าๆกันก็แค่เท่าแขนเห็นจะได้” “มิตร” หรือ มิตร ขันเขื่อน อายุ 56 ปี บอกเล่าจากประสบการณ์
ย้ำให้รู้กันว่า...ภาพในอินเตอร์เน็ตโลกโซเชียลจะเห็นว่าต้นดิ๊กเดียมที่นี่ลำต้นยังตั้งตรง แต่ตอนนี้เอียงไปมาก สังเกตยากพอควรเมื่อเวลาขยับเคลื่อนไหว
@@@@@@
ที่พิเศษอีกอย่าง จากประสบการณ์ความเชื่อส่วนบุคคล “มิตร” บอกว่า สำหรับต้นดิ๊กเดียมเก่าแก่ต้นนี้น่าจะมีเทพยดาอารักษ์ปกปักรักษา
ประจำ เรื่องราวความเชื่อนี้เกิดขึ้นย้อนไปเมื่อราวๆ 7 ปีที่แล้ว คนจังหวัดลำปางได้มาเป็นเขยที่นี่อำเภอบ้านปรางค์ แล้วเขาก็มีญาติป่วยเป็นโรคมะเร็งเข้ามาแก้บน
ยายเดินทางมาที่บ้านลูกเขยในที่นี้ หลังจากที่ไปตรวจที่โรงพยาบาลในเชียงใหม่ หมอได้วินิจฉัยพบจุดในตับ ซึ่งเข้าใจว่าอาจเป็นมะเร็งตับ ครอบครัวได้ทำใจกันแล้ว จึงมากราบพระขอพร และมาบนบานที่ต้นดิ๊กเดียม พร้อมกับเก็บดอกดิ๊กเดียมสีขาวคล้ายดอกมะลิที่ร่วงจากต้นกลับไปด้วย
ดอกดิ๊กเดียมจะร่วงในช่วงเช้า โดยเฉพาะในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม
เขานำดอกดิ๊กเดียม 9 ดอกมาต้มดื่มทุกเช้า และต้มซ้ำจนกว่าน้ำจะใส ระยะเวลาทำแบบนี้ติดต่อกันประมาณ 2 เดือน แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ยากจะเชื่อ แต่นี่คือสิ่งที่เขาเล่าให้ฟังหลังจากกลับมาแก้บน
หลังจากเช็กผลการตรวจกับหมอ พบว่าไม่พบจุดในตับแล้ว จากมุมมองทางศรัทธาและความเชื่อ คงเป็นเพราะสรรพคุณของต้นดิ๊กเดียม แต่ถ้ามองในแง่ของวิทยาศาสตร์อาจเป็นผลจากการตรวจผิดพลาด หรืออาจจะเป็นเพียงอาการที่ยังน้อยอยู่ แต่ที่แน่ๆ ถ้าตรวจเจอจริงๆ คงจะไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลอื่น

วันแก้บนก็มีพวงมาลัย ผลไม้ มะพร้าว ธูปเทียน เมื่อเสร็จสิ้นการไหว้และทำพิธี บางสิ่งบางอย่างก็ยังคงถูกนำกลับมากินด้วย เพื่อเชื่อว่าอาหารจากการแก้บนจะนำมาซึ่งความเป็นมงคลอย่างสูง
“ส่วนตัวแล้วก็เก็บดอกดิ๊กเดียมแห้งไว้ในตู้ และนำมาชงดื่มเป็นชาเมื่อมีปริมาณพอเหมาะ”
ครอบครัวของเขาดีใจมาก แต่ก็นึกเสียดายที่ไม่ได้เก็บภาพหรือวิดีโอเอาไว้ พร้อมทั้งเสียดายตำรับยาโบราณที่ค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา เพราะหากสามารถนำตัวยาอื่นๆ ตามตำราล้านนามาใช้ร่วมกันได้ จะมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยมากมาย
จากนั้นก็ลองสะกิดต้นดิ๊กเดียมดู สักพักมันก็เริ่มสั่นไหว สะท้อนถึงศรัทธาและความเชื่อที่มีอยู่ลึกซึ้งในจิตใจ
“ศรัทธา” สามารถนำไปสู่ “ปาฏิหาริย์” เชื่อหรือไม่เชื่อโปรดอย่าได้ “ลบหลู่”
รัก-ยม
