“ผีบ้านผีเรือน”...เป็นสิ่งที่คนไทยให้ความเคารพและศรัทธามานาน กล่าวถึง “ผีบ้านผีเรือน” ที่มีความแตกต่างจากผีทั่วไป โดยเฉพาะเป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่เจ้าบ้านให้ความเคารพและกราบไหว้บูชา ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปกปักคุ้มครองผู้ที่อาศัยในบ้าน
ในช่วงเทศกาลปีใหม่ เจ้าของบ้านจะทำการบำเพ็ญบุญบ้านเพื่อบูชาผีบ้านผีเรือน
เกี่ยวกับความเชื่อในผีบ้านผีเรือนนั้น มีการกล่าวกันว่า ผีบ้านผีเรือนมักมีรูปร่างเหมือนมนุษย์ใส่ชุดไทยโบราณ บางความเชื่อกล่าวว่า “ผีเรือน” คือ “ผีประจำบ้าน” ส่วนผีบ้านนั้นจะแตกต่างออกไปเป็นผีประจำหมู่บ้านหรือชุมชน
สำหรับความเชื่อในการบูชา “ผีบ้านผีเรือน” ศูนย์เอกสารและอักษรโบราณล้านนา สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปางได้บันทึกไว้ว่า...

ตามความเชื่อโบราณที่สืบทอดต่อกันจากรุ่นสู่รุ่นตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายกล่าวไว้ว่า ครอบครัวคนไทยมีความผูกพันกันอย่างเหนียวแน่น สิ่งใดที่บรรพบุรุษได้ทำไว้ ก็จะได้รับการปฏิบัติตามต่อเนื่องมาจากรุ่นสู่รุ่น...
เชื่อกันอย่างมั่นใจว่าการกระทำดังกล่าวจะช่วยให้ครอบครัวมีความสุขสงบ เช่นเดียวกับกรณีของ “ชาวนครไทย” ที่เรียกผีบ้านผีเรือนว่า “ผีพ่อเฒ่าเจ้าเรือน” หรือ “ผีพ่อเฒ่าใหญ่”
“ผีเหย้าผีเรือน” ...ซึ่งผีเหล่านี้ถือเป็นผีบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เช่น ปู่ย่าตายาย
ผู้ที่นับถือจะจัดทำหิ้งขนาด 1-2 ฟุต เพื่อวางของใช้ของบรรพบุรุษ เช่น พระห้อยคอ หนังสือ เสื้อผ้า ฯลฯ และบันทึกไว้ว่า ชาวนครไทยเชื่อว่า หากปีใดไม่ได้ทำพิธีเซ่นไหว้ผีบ้านผีเรือน “ผี” จะมารบกวนคนในบ้าน ทำให้เจ็บป่วย หรือเกิดปัญหากับคู่สามีภรรยา
เกิดการทะเลาะกันหรือเด็กเล็กอาจร้องไห้ทั้งคืน
ตรงกันข้าม...หากครอบครัวใดได้ทำพิธีเซ่นไหว้ ก็จะได้รับแต่ความสุขและความเจริญ

การจัดพิธีกรรมเซ่นไหว้โดยส่วนใหญ่จะให้ผู้สูงอายุเป็นผู้ทำพิธี ซึ่งทำให้ผู้สูงอายุมีความสำคัญต่อลูกหลาน เป็นการให้ความเคารพแก่ผู้ที่ควรนับถือ และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว ทำให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวหมดไป...
ทำให้ลูกหลานมีความกตัญญูต่อบรรพบุรุษของตนเอง
O O O O
พิธีกรรมการเซ่นไหว้ผีบ้านผีเรือนมักนิยมทำในวันตรุษ วันสารท วันเกิดบรรพบุรุษ วันเอาข้าวขึ้นยุ้ง และวันรับขวัญ โดยจะเลือกวันใดวันหนึ่ง ซึ่งบางบ้านอาจทำการเซ่นไหว้ด้วยอาหารคาวหวานที่บรรพบุรุษโปรดปราน หรือบางบ้านอาจเลือกเซ่นด้วยหัวหมู ไก่ หมากพลู ขนม บุหรี่ เหล้า หรือดอกไม้ โดยนิยมใช้ดอกพุด
บางบ้านจะจุดตะเกียง บางบ้านจะจุดเทียน โดยผู้ทำพิธีจะกล่าวเชิญผีบ้านผีเรือนว่า “ลูกหลานนำของมาเซ่นไหว้ เชิญท่านมารับประทาน และขอให้คุ้มครองให้ครอบครัวอยู่ดีกินดีและร่ำรวย”

ในบางครั้ง เมื่อบางบ้านมีคนป่วยหรือประสบความทุกข์ก็อาจทำพิธีเซ่นไหว้ผีเรือนเพื่อขอให้ผีมาช่วยเหลือ เมื่อหายจากความทุกข์หรืออาการป่วยแล้วก็อาจจะต้องทำการแก้บนตามที่เคยกล่าวไว้กับผีบ้านผีเรือน
การทำบุญสามารถบังเกิดผลได้จากการให้ส่วนบุญหรือที่เรียกว่า “ปัตติทานมัย” ซึ่งถือเป็นการทำบุญที่สามารถใช้ได้จริงและได้บุญแม้จะมีการผสมผสานกับความเชื่ออื่นๆ
เรื่องนี้ยังเกี่ยวข้องกับ “ผีบ้านผีเรือน” ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในกรณีของ “โอปปาติกะ” ซึ่งยังคงมีความผูกพันกับเจ้าของบ้านและผู้ที่อาศัยในบ้าน

การบูชาผีบ้านผีเรือนขึ้นอยู่กับผู้บูชาว่าจะปฏิบัติอย่างไร รวมถึงการจัดเครื่องเซ่นบูชา ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละบุคคลจะมีความเชื่อและศรัทธาที่แตกต่างกันไป
สุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ... “ความสบายใจ”
สิ่งสำคัญคือการอุทิศส่วนบุญกุศลและการบอกกล่าวเพื่อให้ได้รับบุญ เพื่อสะสมบุญและความดีเพื่อไปเกิดในภพภูมิที่ดีกว่า สูงขึ้น และมีความสุขมากขึ้น
O O O O
อีกหนึ่งความเชื่อที่ใกล้เคียงกันคือ “วิธีไหว้เจ้าที่กลางบ้าน” เพื่อให้เกิดความสุขสงบ ร่มเย็น หรือแม้กระทั่งหวังให้ “อยู่แล้วรวย”
หลักการสำคัญที่มักใช้คือ จุดธูป 5 ดอก ไหว้เจ้าที่กลางบ้าน, เตรียมเครื่องไหว้และผลไม้มงคล, มุ่งหวังเพื่อเสริมสิริมงคลให้กับผู้ที่อยู่อาศัย

สิ่งของที่สามารถนำมาใช้ในการไหว้ได้ เช่น เทียน 1 คู่, ธูป 5 ดอก, น้ำ 1 แก้ว, ดอกดาวเรืองหรือพวงมาลัย และผลไม้มงคลต่างๆ เช่น ส้ม กล้วย องุ่น ทับทิม ฯลฯ ตามความสะดวกหามาได้ง่าย
ในการไหว้ “ผู้ไหว้” ต้องหันหน้าไปทางบ้านและหันหลังให้ประตูบ้าน จากนั้นจัดวางของไหว้ทั้งหมดบนผ้าขาว จุดธูปเทียนแล้วกล่าวคำขอขมา
...ข้าแต่เจ้าที่เจ้าทาง วันนี้เป็นวันดีของข้าพเจ้า... บอกบ้านเลขที่ เจ้าของชื่อ...นามสกุล เราจะขอขมากรรมแก่ท่าน หากข้าพเจ้าทำผิดพลาดไปตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ดี ขอท่านเมตตาอโหสิกรรมและช่วยให้ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ในบ้านเลขที่...นี้อย่างมีความสุข ราบรื่น เงินทองไหลมาเทมา หรือหากมีความปรารถนาอื่นๆ ก็ขอได้ตามใจต้องการ

เมื่อเสร็จสิ้นการไหว้แล้ว ให้ปักธูปจนหมดดอก หลังจากนั้นขอพร กล่าวคำลาของไหว้ แล้วนำผลไม้ไปทานเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัวที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้
มีความเชื่อว่า เจ้าบ้านอาจจะทำพิธีไหว้เป็นประจำทุก 6 เดือน แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับความสะดวกของเจ้าบ้านเอง หากเชื่อก็ดี ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่
ทำเท่าที่เราสามารถทำได้ ด้วยศรัทธาและเหตุผล อย่าทำเพราะหวังผลลัพธ์สูงสุด แต่อย่างน้อยที่สุดก็ทำไปเพื่อความสบายใจของตนเองและคนในครอบครัว โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติที่ทุกข์ยากลำบากรอบด้าน ความเชื่อที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับจิตใจ ทำให้สามารถฝ่าฟันอุปสรรคไปได้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ผลลัพธ์จะมากหรือน้อยก็เป็นอีกเรื่อง แต่ที่แน่ๆ ดีกว่าการนั่งรออยู่นิ่งๆ
“ศรัทธา”...สามารถนำพาไปสู่ปาฏิหาริย์ได้หรือไม่? เชื่อหรือไม่เชื่อก็โปรดอย่าลบหลู่

รัก-ยม
