สารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่มที่ 3 หน้า 1439 กล่าวถึง “ท้าวกุเวร” หรือ “ท้าวเวสวัณ” ว่า กุเวรเป็นท้าวพระยายักษ์ผู้ปกครองขุมทรัพย์ มียักษ์และคุยหกะเป็นบริวารที่ทำหน้าที่คุ้มครองทรัพย์สินสำคัญ
ท้าวกุเวรบางครั้งก็เรียกว่า “ท้าวไวศรวัน” หรือ “ท้าวเวสสุวรรณ” ในภาษาทมิฬเรียกชื่อเขาว่า “กุเปรัน” ซึ่งมีเรื่องราวปรากฏในรามเกียรติ์ที่ได้รับอิทธิพลจากมหากาพย์รามายณะของอินเดีย
“ยักษ์” เป็นสัญลักษณ์แห่งศรัทธาที่มีมายาวนานในวัฒนธรรมไทย สะท้อนจากการสร้างประติมากรรมยักษ์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ที่หน้าซุ้มประตูหรือบานประตูศาสนสถานสำคัญๆ เพื่อทำหน้าที่เป็นทวารบาลในการปกป้องพระพุทธศาสนา

ความเชื่อเกี่ยวกับ “เทพผู้พิทักษ์รักษา คุ้มครอง” ที่คอยป้องกันไม่ให้เกิดภยันตรายนั้นเป็นสิ่งที่ถูกสืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณ
“ตำนานยักษ์ เทพผู้พิทักษ์ศาสนา” ตอน 1 จากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ระบุว่า แม้แต่ในราชสำนักก็มีการนำชื่อท้าวเวสสุวรรณและโลกบาลมาตั้งเป็นชื่อของสถานที่สำคัญต่างๆ
สถานที่สำคัญต่างๆ เช่น “เขาวัง” หรือ “พระนครคีรี” ที่มีการสร้างป้อมล้อมรอบทั้ง 4 ทิศ ก็ได้ตั้งชื่อป้อมตามแบบพุทธว่า “จตุโลกบาล” โดยป้อมที่ทิศตะวันออกมีชื่อว่า...“ธตรฐป้องปก” ทิศใต้ชื่อ...“วิรุฬหกบริรักษ์” ทิศตะวันตกชื่อ...“วิรูปักษ์ป้องกัน” และทิศเหนือชื่อ...“เวสสุวัณรักษา”
แม้กระทั่งพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ก็มีการตั้งชื่อประตูรอบพระตำหนักตามชื่อท้าวโลกบาลในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูที่เชื่อมโยงกันตามทิศต่างๆ คือ...
พระอินทร์อยู่ชม พระยมอยู่คุ้ม พระพิรุณอยู่เจน พระกุเวรอยู่เฝ้า
จังหวัดอุดรธานีได้สร้างรูปเคารพ “ท้าวเวสสุวรรณ” ขนาดใหญ่คู่กับศาลหลักเมือง ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัด นอกจากนี้ยังได้นำรูปท้าวเวสสุวรรณยืนถือกระบองเป็นตราประจำจังหวัดตั้งแต่ พ.ศ.2483 ซึ่งได้รับการออกแบบโดยกรมศิลปากร
O O O O
เรื่องราวของ “ยักษ์เทพ” นี้ทำให้เกิดความสนใจและเป็นที่น่าสงสัย ศาสนาพุทธมุ่งเน้นการสอนให้มีความเชื่อที่ยึดหลักธรรมชาติ โดยอาศัยเหตุผลและไม่ให้งมงายกับสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นหรือจับต้องได้ แม้ว่าคัมภีร์ทางพุทธศาสนาจะไม่ได้ปฏิเสธสิ่งที่เหนือธรรมชาติ...
พระพุทธองค์ได้ห้ามไม่ให้พระภิกษุหรือผู้ที่บวชแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ หรือสิ่งที่เหนือธรรมชาติ ซึ่งอาจทำให้เกิดข้อสงสัยว่า สิ่งเหนือธรรมชาติจริงๆ มีอยู่หรือไม่?

เรื่องราวของมหาเทพยักษ์ท้าวเวสสุวรรณถือเป็นเรื่องสำคัญที่เชื่อมโยงกับหลายๆ สิ่ง หลายเรื่องราว และมีต้นกำเนิดที่สะท้อนถึงความจริงที่ปรากฏในสถานที่ต่างๆ นอกจากนี้ยังถูกบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกหลายฉบับ รวมถึงในคัมภีร์พราหมณ์-ฮินดู ซึ่งเป็นศาสนาที่มีมาเป็นพันปีก่อนพุทธศาสนา
O O O O
“ยักษ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม” ข้อมูลจากสำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง...ชาลินี อันสมัคร ข่าวรามคำแหงปี 33 ฉบับที่ 46 (8-14 มีนาคม 2547)
ที่พระอารามหลวงแห่งนี้ นอกจากเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรแล้ว ยังมีการประดิษฐานยักษ์ถึง 12 ตน ซึ่งทั้งหมดเป็น “พระยายักษ์” จากเรื่องรามเกียรติ์ ทำหน้าที่เป็นทวารบาลเฝ้าประตูของพระอุโบสถ โดยมีประตูละคู่
ที่ประตูด้านทิศตะวันออกมี 2 คู่ ได้แก่... “สุริยาภพ” มีสีแดงสด สวมมงกุฎยอดกาบไผ่ยืนคู่กับ “อินทรชิต” ที่มีสีเขียวและมงกุฎยอดกาบไผ่เหมือนกัน ริมประตูระเบียงด้านฐานไพรีหน้าปราสาทพระเทพบิดร... “วุริฬหก” สีขาบหรือสีน้ำเงินแก่ สวมมงกุฎนาคยืนคู่กับ “มังกรกัณฑ์” สีเขียว สวมมงกุฎนาคเช่นกัน เฝ้าริมประตูพระระเบียงหน้าพระอุโบสถ ส่วนประตูด้านทิศตะวันตกจากเหนือไปใต้มี 3 คู่ ได้แก่...

“วิรุฬจำบัง” มีกายสีฟ้าคราม และ “มัยราพ” มีร่างสีม่วงอ่อน ทั้งสองสวมมงกุฎยอดหางไก่ ยืนเฝ้าประตูพระระเบียงที่เชื่อมระหว่างฐานไพทีและหอพระนาก ทางทิศเหนือของพระศรีรัตนเจดีย์ ใกล้ประตูที่นำเข้ามาจากสนามหน้าศาลาสหทัยสมาคม... “สหัสส เดชะ” มีสีขาวปั้นหน้าเป็น 5 ชั้น และ “ทศกัณฐ์” ที่มีกายสีเขียว มีเศียร 3 ชั้น เรียงลำดับจากใหญ่ไปหาน้อย โดยมีหน้าใหญ่ที่สุดเป็นมนุษย์ หมายถึงต้นกำเนิดจากวงศ์พรหม ทั้งสองสวมมงกุฎยอดชัย
ยืนอยู่ที่ประตูที่เข้ามาจากพลับพลาประตูข้างศาลาสหทัยสมาคม หรือทิศตะวันตกของพระศรีรัตนเจดีย์ ซึ่งเป็นทางที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จผ่าน
“อัศกรรมณมารา” มีสีม่วงเข้ม และมีเศียร 2 ชั้น และ “จักรวรรดิ” มีกายสีขาว มี 4 เศียร ทั้งคู่สวมมงกุฎยอดหางไก่ ยืนเฝ้าประตูพระระเบียงด้านหลังพระอุโบสถ ส่วนคู่สุดท้ายยืนอยู่ที่ประตูด้านทิศใต้ ซึ่งเป็นประตูเข้าสู่พระบรมมหาราชวังชั้นกลาง ประกอบด้วย “ทศคีรีวัน” กายสีเขียว และ “ทศคีรีธร” มีกายสีแดง
ยักษ์ทั้งสองมีจมูกเป็นงวงช้าง และสวมมงกุฎยอดกาบไผ่
ประเด็นที่น่าสนใจคือ ยักษ์ทั้ง 12 ตนเป็นประติมากรรมขนาดใหญ่ที่มีความงดงามและน่าเกรงขาม อีกทั้งยังสะท้อนถึงความศรัทธาอย่างลึกซึ้ง แต่ละตัวมีความสูงถึง 6 เมตร ทำจากปูนทาสีและประดับกระจกสีอย่างสวยงาม ถูกสร้างขึ้นตามความเชื่อเพื่อปกป้องพระอารามและอาณาบริเวณจากอันตรายต่างๆ...
เพื่อให้สถานที่ปลอดภัยจากการรบกวนของภูตผีปีศาจและอันตรายต่างๆ

หนังสือสาส์นสมเด็จระบุว่า “ยักษ์เหล่านี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แต่ไม่มีการบันทึกชื่อผู้สร้าง ทราบเพียงว่า ทศกัณฐ์และสหัสสเดชะ เป็นงานปั้นของหลวงเทพรจนา (กัน) ช่างปั้นชื่อดังในสมัยนั้น”...สำหรับผู้ที่มีโอกาสไปเยือนวัดพระศรีรัตนศาสดารามและนมัสการ “พระแก้วมรกต” อย่าลืมแวะไปชมพระยายักษ์ทั้ง 12 ตนนี้
ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความเชื่อใน “ยักษ์” ซึ่งมีบทบาทเป็นผู้พิทักษ์รักษาความดีและปัดป้องความชั่วร้าย ตามคติความเชื่อของคนไทยที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ไม่ให้สิ่งเลวร้ายเข้ามาใกล้
“ศรัทธา”...อาจนำมาซึ่งปาฏิหาริย์? เชื่อหรือไม่เชื่อ ขอก็อย่าลบหลู่เลย
รัก-ยม
