"ชา" เครื่องดื่มอันเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมจีนมาเป็นพันปี มีสุภาษิตจีนบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า "คำพูดที่ขาดสุภาษิตก็ขาดรสชาติ น้ำที่ขาดใบชาก็ขาดรสอันยอดเยี่ยม" ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของชาในวิถีชีวิตของชาวจีนที่ยาวนานมาโดยตลอด
ในบรรดาชาจีนทั้งหมด มีชาเขียวชนิดหนึ่งที่ได้รับการยกย่องให้เป็นชาของจักรพรรดิ และเป็นหนึ่งใน 10 ชาที่ดีที่สุดของจีน นั่นก็คือ "ชาหลงจิ่ง" (Longjing Tea) ชาเก่าแก่ที่มีอายุยาวนานกว่า 1,200 ปี ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ความพิถีพิถันในการผลิต และราคาที่สูง เนื่องจากเป็นชาหายากที่สามารถปลูกได้เฉพาะในบางพื้นที่เท่านั้น
เส้นทางของชาหลงจิ่งตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นในจีน แสดงให้เห็นว่าชาหลงจิ่งไม่เพียงแต่เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญทางประวัติศาสตร์ในหลายด้าน รัฐบาลจีนเคยเลือกชาชนิดนี้เป็นของขวัญระดับชาติให้แก่บุคคลสำคัญและผู้นำโลกหลายคน
แม้ว่า "หลงจิ่ง" อาจไม่ใช่ชื่อชาที่คนไทยทั่วไปคุ้นหู แต่สำหรับนักดื่มชาจีนแล้ว นี่คือชาเขียวที่พวกเขาพยายามหามาลิ้มลองสักครั้ง ด้วยประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ Mytourออนไลน์ได้รวบรวมข้อมูลสำคัญที่น่าสนใจมาฝากกัน
บ้านเกิดของ "ชาหลงจิ่ง" ตั้งอยู่ในมณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน
"ชาหลงจิ่ง" คือชาเขียวจีนประเภทหนึ่งที่บางครั้งเรียกว่า "ชาบ่อมังกร" (Dragon Well tea) โดยคำว่า "หลง" (龙) หมายถึง มังกร ส่วนคำว่า "จิ่ง" (井) หมายถึง บ่อน้ำ
ชาหลงจิ่งที่มีอายุยาวนาน มีถิ่นกำเนิดในหมู่บ้านหลงจิ่ง เมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียงของประเทศจีน ทำให้ชาได้รับการตั้งชื่อว่า "หลงจิ่ง" ตามชื่อท้องถิ่น โดยชาวบ้านเชื่อว่าต้นชาที่เจริญเติบโตในหมู่บ้านหลงจิ่งคือของขวัญจากสวรรค์ที่ประทานมาให้
ตามตำนานที่เล่าขานกันมาหลายพันปี หมู่บ้านหลงจิ่งเคยประสบกับภัยแล้งรุนแรง ไม่สามารถทำการเกษตรได้ ชาวบ้านต้องทนทุกข์จนกระทั่งพระรูปหนึ่งได้บำเพ็ญสมาธิและเห็นมังกรอาศัยอยู่ในบ่อน้ำของหมู่บ้าน ท่านได้ขอพรจากมังกรเพื่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ มังกรจึงประทานพรให้ฝนตกและน้ำเต็มบ่อ ทำให้ต้นชาเจริญเติบโตใหม่ จึงมีการเรียกชาในพื้นที่นี้ว่า "ชาบ่อมังกร" หรือ "ชาหลงจิ่ง"
สาเหตุที่ชาหลงจิ่งเจริญเติบโตได้ดีในเมืองหางโจว เนื่องจากภูมิประเทศที่เป็นที่ราบสูงแอ่งกระทะที่ล้อมรอบด้วยแม่น้ำและทะเลสาบ ซึ่งมีฝนตกชุกตลอดทั้งปี การปลูกชาให้มีคุณภาพและรสชาติที่ยอดเยี่ยมจำเป็นต้องได้รับปัจจัยหลายอย่าง เช่น อุณหภูมิที่เหมาะสมประมาณ 10-20 องศาเซลเซียส แสงแดดที่พอเพียง ปริมาณน้ำฝนและความชื้นที่พอเหมาะ
ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน เมืองหางโจวในมณฑลเจ้อเจียงได้กลายเป็นศูนย์กลางการเพาะปลูกชาหลงจิ่งแท้ ๆ ซึ่งทำหน้าที่ในการจัดส่งใบชาคุณภาพสูงไปยังราชสำนักและรัฐบาลกลาง โดยในปี 1983 รัฐบาลจีนได้เช่าพื้นที่จากชาวบ้านเพื่อเพาะปลูกชาและส่งเสริมรายได้ให้กับท้องถิ่น อีกทั้งเมืองหางโจวยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ชาแห่งชาติ (China National Tea Museum) ของจีนอีกด้วย

เปิดตำนาน "ชาหลงจิ่ง" ทำไมมันถึงติดอันดับหนึ่งใน 10 ชาที่ดีที่สุดของจีน
ประวัติของชาหลงจิ่งมีหลายแง่มุม เชื่อว่าชาชนิดนี้เป็นที่รู้จักมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618-907) แต่สำหรับเรื่องเล่าที่โด่งดังที่สุดเกี่ยวกับชาหลงจิ่ง เกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์ชิง (ค.ศ. 1636-1912) เมื่อ "เจ้าชายหงลี่" ได้เดินทางมายังภูเขาซือเฟิง ระหว่างการเดินทาง ท่านได้ลิ้มรสชาหลงจิ่งและโปรดปรานเป็นอย่างมาก จึงได้ทรงเรียกชาหลงจิ่งเหล่านั้นว่าเป็น "ชาจักรพรรดิ" และสั่งให้จัดส่งไปถวายราชสำนัก
เมื่อเจ้าชายหงลี่ทรงขึ้นครองราชย์และได้รับการขนานนามว่า "จักรพรรดิเฉียนหลง" มีเรื่องเล่าว่า เมื่อพระองค์เสด็จมาถึงถิ่นกำเนิดของชาหลงจิ่ง ทรงเก็บใบชาเองระหว่างทาง ทรงทราบข่าวว่าพระราชมารดาทรงประชวร พระองค์จึงนำใบชาที่เก็บไว้ในแขนเสื้อไปให้พระราชมารดาดื่ม เมื่อถึงกรุงปักกิ่ง พระราชมารดาทรงได้กลิ่นหอมของใบชา และจักรพรรดิเฉียนหลงได้ชงชาให้พระราชมารดาดื่ม ตั้งแต่นั้นมาเรื่องราวของชาหลงจิ่งก็ได้รับการรู้จักอย่างกว้างขวาง
ชาหลงจิ่งที่ส่งถวายราชสำนักมักเรียกกันว่า "หมิงเฉียนหลงจิ่ง" ซึ่งหมายถึงใบชาหลงจิ่งที่เก็บก่อนถึงเทศกาลเช็งเม้ง ถือเป็นชาที่มีรสชาติดี กลิ่นหอม และมีมูลค่าทองคำ

ทักษะในการเก็บใบชาและกระบวนการผลิตชาแบบดั้งเดิมของจีน
กระบวนการผลิตชาหลงจิ่งนั้นถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของจีน เนื่องจากทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเพาะปลูก เก็บเกี่ยว จนถึงวิธีการชงชา ล้วนต้องใช้ทักษะและความชำนาญอย่างสูง
เริ่มจากการปลูกต้นชา ที่ต้องมีความรู้ในการเลือกสภาพดิน ความสูงที่เหมาะสม สภาพอากาศ ความร้อน และอุณหภูมิ โดยเฉพาะการปลูกให้พร้อมเก็บในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนเทศกาลเช็งเม้ง ทำให้ได้ใบชาที่มีคุณภาพและมีราคาสูงที่สุด
ชื่อของชาหลงจิ่งนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทตามแหล่งที่ปลูก ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2001 ดังนี้
- ชาซีหูหลงจิ่ง (West Lake Longjing Tea) : เป็นชาที่ปลูกในรัศมี 168 ตารางกิโลเมตรจากทะเลสาบซีหู ซึ่งเรียกว่าชาซีหูหลงจิ่ง ชนิดนี้มีราคาสูงถึงระดับทองคำ กรัมละประมาณ 200 ดอลลาร์ (ประมาณ 6,700 บาท) โดยจะเก็บเกี่ยวก่อนเดือนเมษายน หรือในช่วงเทศกาลเช็งเม้งของทุกปี ชาที่เก็บหลังจากนั้นจะมีราคาถูกลง
- ชาหลงจิ่ง (Longjing Tea) : เป็นชาคุณภาพสูงที่ไม่ได้ปลูกในรัศมี 168 ตารางกิโลเมตรจากทะเลสาบซีหู แต่ปลูกในพื้นที่อื่นของเมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง เรียกว่าชาหลงจิ่ง หรือหลงจิ่งเจ้อเจียง หากเก็บเกี่ยวในฤดูกาลแรกของปี ก็จะมีราคาสูงเช่นกัน

คนเก็บใบชาต้องมี 3 ทักษะสำคัญ ได้แก่ ตื่นเช้า (เก็บใบชาในตอนเช้า), พิถีพิถัน (เด็ดใบชาอย่างเบามือเพื่อไม่ทำให้ใบชาเสียหาย), ขยัน (มุ่งเน้นคัดเลือกใบชาอย่างมีคุณภาพ ไม่เน้นปริมาณ)
การเก็บใบชาหลงจิ่งจะต้องคัดเลือกยอดอ่อน โดยยอดชาหนึ่งยอดจะต้องมีใบอ่อนสองใบ และความยาวของยอดประมาณ 2.5-3 เซนติเมตร ซึ่งห้ามใช้เล็บจิกยอดชา เพราะจะทำให้สีของใบชาเปลี่ยนไป อีกทั้งมีความเชื่อว่า ถ้าคนงานหนึ่งคนใช้เวลาทั้งวันในการเก็บใบชา 12 ชั่วโมง จะได้ยอดชาอ่อนหลงจิ่งแค่เพียง 1 กิโลกรัมเท่านั้น
หลังจากการเก็บใบชาเสร็จสิ้น จะต้องนำไปตากในที่แห้งและเย็น ก่อนจะนำไปเข้าสู่กระบวนการ 'ผัด' ซึ่งต้องใช้ทักษะและความชำนาญอย่างสูง การผัดชานี้ถือเป็นขั้นตอนที่มีชื่อเสียงที่สุด เนื่องจากเป็นกรรมวิธีที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ผู้ที่ทำหน้าที่ผัดชาจะต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเชี่ยวชาญในการทำขั้นตอนนี้ได้อย่างดี
การผัดชาให้แห้งนั้นจะต้องนำใบชาไปผัดในกระทะที่มีอุณหภูมิสูงระหว่าง 180-220 องศาเซลเซียส โดยใช้มือเปล่าผัดประมาณ 10 นาที เพื่อระบายความชื้นและกลิ่นเหม็นเขียวออกจากใบชา ชาวบ้านส่วนใหญ่จะไม่ใส่ถุงมือในการผัด เพราะต้องการสัมผัสอุณหภูมิที่เหมาะสมเพื่อป้องกันใบชาไม่ให้ไหม้ และยังช่วยให้กลิ่นและรสชาติของชาออกมาดีที่สุด

รสชาติของชาหลงจิ่งที่ว่า "จิบทีเดียว ปากหอมไปทั้งวัน"
จุดเด่นของชาหลงจิ่งอยู่ที่ เมื่อใบชาจมน้ำร้อน ยอดใบจะค่อยๆ คลี่ตัวออกเพื่อดูดซับน้ำอย่างช้าๆ มีกลิ่นหอมระเหยไปทั่ว น้ำชาจะมีสีเขียวมรกตอ่อนหรือสีเหลืองใส ขึ้นอยู่กับชนิดของใบชา รสชาติจะหวานแฝงด้วยความฝาดเล็กน้อย โดยเฉพาะชาฤดูกาลแรกของปี หรือ "หมิงเฉียนหลงจิ่ง" ที่มีกลิ่นหอม รสชาติยอดเยี่ยม และให้ความสดชื่นชุ่มคอกว่าชาที่เก็บในช่วงอื่นๆ ของปี ทำให้เกิดคำกล่าวที่ว่า "จิบชาหลงจิ่งครั้งเดียว ปากก็หอมไปทั้งวัน"
ประโยชน์ของชาเขียวหลงจิ่ง : ชาเขียวหลงจิ่งเป็นชาใบสดที่นำมาผ่านการตากแห้งและผัดจนแห้ง ไม่ใช่ชาหมัก ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินซีและกรดอะมิโน ช่วยในเรื่องการย่อยอาหาร ลดระดับคอเลสเตอรอล ขับปัสสาวะ ให้ความสดชื่น และช่วยปรับสมดุลในร่างกาย

ชาหลงจิ่ง ราคาประมาณเท่าไร?
มีบันทึกไว้ว่าเมื่อปี 2014 ชาหลงจิ่งเคยขายได้ในราคากิโลกรัมละ 1 ล้านหยวน (ประมาณ 5.2 ล้านบาท) ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นชาเขียวที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด ติด 1 ใน 10 สุดยอดชาของจีน
ในปี 2020 ชาหลงจิ่งสามารถทำรายได้จากการส่งออกได้ประมาณ 474 ล้านหยวน (หรือราว 2.5 พันล้านบาท) โดยมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 690 หยวน (ประมาณ 3,600 บาท) ซึ่งถือเป็นชาที่มีราคาที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปี 2019 ที่ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 619 หยวน (ประมาณ 3,200 บาท)
สำหรับชาหลงจิ่งที่มีคุณภาพดีในท้องตลาดนั้น จะมีราคาหลากหลายตั้งแต่กรัมละไม่กี่ร้อยบาทไปจนถึงหลักพัน หากใครอยากลิ้มลองรสชาติแบบไหน ก็สามารถเลือกได้ตามกำลังทรัพย์ ไม่จำเป็นต้องเลือกดื่มแค่ชาซีหูหลงจิ่งที่ราคาสูงเสมอไป เพราะแค่ชาหลงจิ่งเจ้อเจียงธรรมดาก็มีความหอมและรสชาติที่ดีจนหลายคนหลงใหลแล้ว
หนึ่งในปัญหาที่รบกวนเกษตรกรผู้ผลิตชาหลงจิ่งในมณฑลเจ้อเจียงก็คือ "ชาหลงจิ่งปลอม" เนื่องจากชาชนิดนี้ผลิตได้น้อยในแต่ละปี ทำให้หาซื้อได้ยาก ราคาค่อนข้างสูง และมีความต้องการในตลาดสูง จึงมีผู้บางกลุ่มนำชาเขียวชนิดอื่นมาปลอมแปลงเป็นชาหลงจิ่ง และวางจำหน่ายในราคาที่ถูกกว่าปกติ
นักดื่มชาส่วนใหญ่สังเกตได้ว่า หากพบชาหลงจิ่งที่อ้างว่าปลูกในบริเวณทะเลสาบซีหู และเก็บเกี่ยวก่อนเทศกาลเช็งเม้ง แต่กลับขายในราคาที่ต่ำเกินไป ก็ควรสงสัยว่าอาจเป็นชาปลอม
ในปัจจุบันทางการจีนได้ดำเนินมาตรการอย่างจริงจังในการปราบปรามชาหลงจิ่งปลอม โดยมีการออกใบรับรองและใบอนุญาตการซื้อ-ขายชาให้แก่เกษตรกรในมณฑลเจ้อเจียงที่ปลูกชาหลงจิ่งที่แท้จริง

วิธีชงชาหลงจิ่งแบบชาวจีน
1. ก่อนเริ่มชงชา ให้ล้างอุปกรณ์ชงชาเสียก่อน โดยการเทน้ำร้อนใส่ภาชนะหรือถ้วยชา ทิ้งไว้สักครู่แล้วจึงเทน้ำร้อนทิ้ง เพื่อให้อุปกรณ์ชงชามีอุณหภูมิร้อน พร้อมใช้งาน
2. ใส่ใบชาหลงจิ่งลงในถ้วยชา ประมาณ 1 ใน 3 ของถ้วย จากนั้นใช้เทน้ำร้อนใส่ทิ้งไว้ประมาณ 3 วินาที แล้วรีบเทน้ำทิ้งไป เพื่อทำการล้างใบชา (ไม่ควรใช้น้ำร้อนที่เดือดมากเกินไป เพราะชาหลงจิ่งทำมาจากใบชาสดและอ่อน)
4. เติมน้ำร้อนลงในถ้วยชาอีกครั้ง แล้วแช่ไว้ไม่เกิน 1 นาที ใบชาจะเริ่มส่งกลิ่นหอมออกมา หลังจากนั้นสามารถกรองน้ำชาและดื่มได้เลย โดยใบชาที่ใช้สามารถนำมาชงใหม่ได้อีก 3-5 ครั้ง
อีกวิธีหนึ่งในการชงชาหลงจิ่ง คือการแช่ใบชาในน้ำร้อน โดยใช้ภาชนะแก้วใส ไม่ต้องปิดฝา รอจนกว่าใบชาที่ลอยอยู่จะค่อยๆ จมลงสู่ก้นแก้ว แล้วจึงดื่มชา
หมายเหตุ : วิธีการชงชาสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความชอบส่วนบุคคล บางคนอาจแช่ใบชาเพียง 15 วินาที ในขณะที่บางคนอาจแช่ใบชาไว้นานกว่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ควรแช่ไว้นานเกิน 10 นาที เพราะจะทำให้ชามีรสฝาด และอาจทำให้ท้องผูกเมื่อดื่ม

บทบาทของ "ชาหลงจิ่ง" ในประวัติศาสตร์จีนร่วมสมัย
การเดินทางอันยาวนานของชาหลงจิ่งไม่หยุดยั้งแค่ในประวัติศาสตร์หรือเรื่องเล่าในอดีต แต่ยังคงมีบทบาทในเหตุการณ์ร่วมสมัยในปัจจุบัน เช่น...
"เหมา เจ๋อตง" หรือที่คนจีนเรียกกันว่า "ประธานเหมา" ผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นบุคคลที่มีความหลงใหลในการดื่มชา โดยหนึ่งในชาที่เขาชื่นชอบมากที่สุดคือ "ชาหลงจิ่ง" เขาเคยเดินทางไปเยือนเมืองหางโจวในปี 1963 และได้เยี่ยมชมไร่ชาในหมู่บ้านหลงจิ่ง เมื่อได้ชิมชาหลงจิ่ง เขาพูดถึงรสชาติที่ยอดเยี่ยม กลิ่นหอมสดชื่น และยังบอกว่าเป็นชาที่เขาดื่มเป็นประจำ
ในปี 1972 อดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ของสหรัฐฯ ได้เดินทางมาประเทศจีนอย่างเป็นทางการ ในโอกาสนั้น รัฐบาลจีนได้มอบชาหลงจิ่ง หรือที่รู้จักกันในชื่อ "ชาจักรพรรดิ" ให้เป็นของขวัญเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ทำให้ชาหลงจิ่งกลายเป็นชาที่ได้รับความนิยมและมีมูลค่าทางชาติ
ในปี 2016 อดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐฯ ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำประเทศกลุ่ม G-20 ที่จีน และได้พบกับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในงานนั้น ทางรัฐบาลจีนได้เลือก "ชาหลงจิ่ง" เป็นเครื่องดื่มต้อนรับ และประธานาธิบดีสีได้แนะนำชาชนิดนี้แก่โอบามาด้วยตัวเอง
ที่มาของภาพ : washingtonpostนอกจากนั้น ชาหลงจิ่ง ยังเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของชาวจีน ไม่เพียงแค่มีบทบาทในระดับชาติ แต่ยังแทรกซึมอยู่ในวัฒนธรรมป๊อปยุคใหม่อีกด้วย ในปี 2019 นักแสดงชื่อดังจากซีรีส์จีนย้อนยุคเรื่อง "ปรมาจารย์ลัทธิมาร", หวัง อี้ป๋อ และ เซียวจ้าน ได้ดื่มชาหลงจิ่งระหว่างการถ่ายทำ
ทั้งสองนักแสดงเผยว่า ชาหลงจิ่งเป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์และพวกเขาดื่มเป็นประจำ จึงทำให้ชาชนิดนี้ได้รับความนิยมมากขึ้น และถูกพูดถึงในโลกออนไลน์ รวมถึงแฟนๆ ในประเทศไทยที่อยากลองชาหลงจิ่ง จนกลายเป็นกระแสการสั่งซื้อมาจากประเทศจีน หลายคนเรียกชาหลงจิ่งว่า "ชาเซียวจ้าน" ตามชื่อของนักแสดงที่ดื่ม
สุดท้ายนี้ บทบาทของ "ชาหลงจิ่ง" ไม่ได้มีแค่ในฐานะชาเขียวจีนที่มีราคาแพงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจที่แฝงอยู่ในใบชาที่มีอายุนับพันปี ดังนั้นการกล่าวว่า ชาหลงจิ่งมี "ค่าดั่งทองคำ" ในมิติต่างๆ คงไม่ใช่คำที่เกินจริง
อ้างอิง
From the dragon's well: tasting longjing tea in Hangzhou, China
ชาหลงจิ่ง - ชาหลงจิ่งจากทะเลสาบซีหู
การจัดการชาหลงจิ่งเข้าสู่ยุคดิจิทัล ผลประกอบการเติบโตขึ้น
ชาที่นิกสันดื่มเมื่อเขาเยือนจีน
ประธานเหมา เจ๋อตงชอบดื่มชาแบบไหน?
