
ความเครียดเรื้อรังจากการทำงาน ภาระงานที่หนักหน่วง และชีวิตที่เต็มไปด้วยความกดดัน รวมถึงการต้องเร่งทำงานที่ซับซ้อนให้เสร็จ ล้วนเป็นปัจจัยที่นำไปสู่ภาวะ Burnout Syndrome หากปล่อยไว้โดยไม่ดูแล อาจสะสมจนเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าได้
ทำความรู้จัก BURNOUT SYNDROME ภาวะหมดไฟในการทำงาน
เมื่อทำงานไปนาน ๆ หลายคนอาจเคยรู้สึกหมดไฟ แต่รู้หรือไม่ว่า ภาวะ BURNOUT SYNDROME ไม่ใช่แค่ความเหนื่อยล้า แต่เป็นปัญหาทางจิตใจที่นำไปสู่ความสิ้นหวัง โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยทำงานที่เผชิญกับความเครียดสูงและพักผ่อนไม่เพียงพอ อาจเกิดอารมณ์แปรปรวน รู้สึกเบื่อหน่าย สูญเสียพลังงาน ไม่อยากทำงาน ขาดแรงจูงใจ ส่งผลให้ไม่มีความสุขในการทำงาน ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย
ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดภาวะหมดไฟ
การทำงานหนักหรือทำงานที่ไม่ได้รัก รวมถึงการทำงานที่ชอบแต่ต้องอยู่ในสังคมที่กดดัน เพื่อนร่วมงานไม่ดี ถูกตำหนิเป็นประจำ หรือมีปัญหาในการตัดสินใจ ล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะ BURNOUT SYNDROME ได้มาก โดยเฉพาะเมื่อไม่มีที่ปรึกษาหรือทางออกที่ชัดเจน สิ่งเหล่านี้นำไปสู่ความรู้สึกไร้ตัวตน ไม่มีคุณค่า ขาดแรงผลักดันในการใช้ชีวิต และอาจเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าที่รุนแรงจนถึงขั้นคิดสั้นได้ กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้หญิงวัยทำงานที่ต้องรับผิดชอบงานหนัก งานที่ต้องเผชิญความกดดัน หรือแม้แต่งานที่ดูเรียบง่าย เช่น แม่บ้าน พนักงานรักษาความปลอดภัย ก็อาจเผชิญภาวะนี้ได้เช่นกัน
วิธีดูแลตัวเองและป้องกันภาวะ BURNOUT SYNDROME
- กลับถึงบ้านแล้วควรพักผ่อนให้เต็มที่ หลีกเลี่ยงการใช้โซเชียล และแยกเวลางานออกจากเวลาส่วนตัวอย่างชัดเจน
- ลดความวิตกกังวลเกี่ยวกับงาน ฝึกพัฒนาทักษะการทำงานและการแก้ปัญหา เพื่อรับมือกับสถานการณ์ในอนาคต
- เลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
- ทำกิจกรรมผ่อนคลายความเครียด เมื่อถึงวันหยุดควรใช้เวลาพักผ่อนอย่างแท้จริงด้วยกิจกรรมที่ชื่นชอบ
- ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อกระตุ้นร่างกายให้หลั่งสารเอ็นโดรฟิน และเสริมสร้างพลังงานให้กลับคืนมา
- ปรับทัศนคติต่องาน เข้าใจองค์กร เพื่อนร่วมงาน และลองเปิดใจพูดคุยกับคนรอบตัวหรือทีมงาน
- หากอาการรุนแรง ควรปรึกษาจิตแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและแนวทางในการปรับตัวให้ดีขึ้น
แม้ว่าอาการขาดแรงจูงใจในการทำงาน อาจดูไม่รุนแรงจนถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้า แต่การสังเกตสัญญาณของภาวะนี้เป็นเรื่องสำคัญ หากรู้สึกหมดไฟ ขาดพลังงาน หรือสิ้นหวังต่อเนื่องจนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน อาจเป็นสัญญาณเตือนให้ควรขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต อย่ามองข้ามความเป็นไปได้ของภาวะซึมเศร้า และควรเข้ารับการประเมินเพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมโดยเร็ว
