
ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด หรือที่รู้จักในชื่อ Septicemia เป็นภาวะอันตรายที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ภาวะนี้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือไวรัสที่แพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด ส่งผลให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกาย หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมและทันเวลา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น อวัยวะล้มเหลว ภาวะช็อก หรือแม้กระทั่งเสียชีวิต คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับภาวะนี้โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
“ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด” คืออะไร ???
หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด” อยู่บ่อยๆ แต่ทราบหรือไม่ว่าภาวะนี้คืออะไร ติดเชื้อได้อย่างไร และมีวิธีแก้ไขหรือป้องกันอย่างไรบ้าง ในคอลัมน์ Health Station ฉบับนี้ เรามีเกียรติที่ได้รับคำอธิบายจาก รศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล จากสาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล มาให้ความรู้กันครับ
ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดหมายถึงอะไร
การติดเชื้อในกระแสเลือดเกิดขึ้นเมื่อมีการติดเชื้อที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย โดยเชื้อเหล่านั้นอาจเป็นจุลชีพต่างๆ เช่น ไวรัส แบคทีเรีย หรือเชื้อรา การติดเชื้อที่อวัยวะต่างๆ สามารถนำไปสู่การติดเชื้อในกระแสเลือดได้ เมื่อเกิดภาวะนี้ ร่างกายจะตอบสนองต่อการติดเชื้อหรือสารพิษจากเชื้อโรค ส่งผลให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกาย หากอาการรุนแรง อาจนำไปสู่ภาวะช็อกและอวัยวะภายในล้มเหลว ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต จึงจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
เชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านทางใดบ้าง
เชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายช่องทาง เช่น ผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินปัสสาวะ ระบบทางเดินอาหาร หรือบาดแผล โดยเฉพาะเมื่อร่างกายอยู่ในภาวะอ่อนแอ เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น
ปัจจัยใดบ้างที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด
ปัจจัยที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดมี 3 ประการหลัก ดังนี้
1) ความเจ็บป่วย เมื่อร่างกายอ่อนแอและระบบภูมิคุ้มกันทำงานไม่เต็มที่ ร่างกายจะไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคที่เข้ามาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2) ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคตับแข็ง เนื่องจากตับมีหน้าที่กรองเชื้อโรค เมื่อตับทำงานบกพร่อง เชื้อโรคจึงเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่าย หรือผู้ป่วยโรคเบาหวาน เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ นอกจากนี้ เด็กเล็กและผู้สูงอายุมีความเสี่ยงสูงกว่าวัยหนุ่มสาว แม้ไม่มีโรคประจำตัว เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
3) สาเหตุอื่นๆ เช่น การรักษาผู้ป่วยด้วยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น การสวนทวาร การสวนปัสสาวะ หรือการใช้สายสวนหลอดเลือด ซึ่งอาจทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น
อาการของการติดเชื้อในกระแสเลือดมีลักษณะอย่างไร
อาการของการติดเชื้อในกระแสเลือดสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะหลัก ดังนี้
1) อาการเฉพาะที่หรือเฉพาะอวัยวะที่ติดเชื้อ เช่น หากมีอาการไอและเจ็บหน้าอกขณะหายใจ อาจบ่งชี้ถึงการติดเชื้อที่ปอดหรือเยื่อหุ้มปอด หรือหากมีอาการปวดหลังร่วมกับปัสสาวะบ่อย อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อที่กรวยไต เป็นต้น
2) อาการทางผิวหนัง เกิดจากการแพร่กระจายของเชื้อโรคหรือสารพิษจากเชื้อโรคในกระแสเลือดสู่ผิวหนัง ทำให้เกิดรอยโรคบนผิวหนัง บางรอยอาจไม่จำเพาะ เช่น ตุ่มหนองทั่วไป ในขณะที่บางรอยอาจมีลักษณะเฉพาะที่บ่งบอกถึงชนิดของเชื้อได้
3) อาการที่เกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อการติดเชื้อ หรือกลุ่มอาการที่เกิดจากการอักเสบทั่วร่างกาย เช่น มีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส บางคนอาจมีอาการหนาวสั่นร่วมด้วย ชีพจรเต้นเร็วเกิน 90 ครั้งต่อนาที และหายใจเร็วกว่า 20 ครั้งต่อนาที เป็นต้น
ความรุนแรงของอาการแบ่งออกเป็นกี่ระดับ
ความรุนแรงของการติดเชื้อในกระแสเลือดสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่
1) การติดเชื้อในกระแสเลือดในระดับทั่วไป
2) การติดเชื้อในกระแสเลือดในระดับรุนแรงมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้อวัยวะต่างๆ เริ่มทำงานบกพร่อง
3) ระดับการติดเชื้อในกระแสเลือดที่อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะช็อก มักพบในผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอมาก
แนวทางการรักษาภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด
แพทย์จะเริ่มต้นด้วยการวินิจฉัยจากอาการและลักษณะของผู้ป่วย จากนั้นจะทำการเจาะเลือดและตรวจสิ่งคัดหลั่งจากอวัยวะที่สงสัยว่าติดเชื้อ โดยใช้วิธีการเพาะเชื้อ ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 3-5 วัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากภาวะนี้เป็นภาวะฉุกเฉิน แพทย์จำเป็นต้องเริ่มให้ยาต้านจุลชีพที่ครอบคลุมเชื้อทันที หากผู้ป่วยได้รับยาที่เหมาะสมภายใน 1-2 ชั่วโมงแรก โอกาสรอดชีวิตจะสูงขึ้น ในทางกลับกัน หากได้รับยาที่ไม่ตรงกับเชื้อหรือได้รับยาช้าเกินไป อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต
หลังจากให้ยาต้านจุลชีพแล้ว แพทย์จะทำการรักษาแบบประคับประคองควบคู่ไปด้วย เช่น หากผู้ป่วยมีภาวะไตวาย จะทำการฟอกไต หากหายใจลำบาก จะให้ออกซิเจนหรือใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือหากมีภาวะซีด จะให้เลือด โดยพิจารณาจากอาการของผู้ป่วยแต่ละราย
วิธีป้องกันการติดเชื้อในกระแสเลือด
หากคุณมีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรืออาจมีอาการรุนแรงหากติดเชื้อ สิ่งสำคัญคือต้องรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ รวมถึงควบคุมโรคประจำตัวที่เพิ่มความเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยเบาหวานควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ดูแลสุขอนามัยด้วยการกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือบ่อยๆ หากมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ซึม หายใจเร็วผิดปกติ หรือพบความผิดปกติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ควรรีบพบแพทย์ทันที และควรหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีเชื้อโรคมาก สถานที่แออัด หรือมีการระบายอากาศไม่ดี
ผู้เขียน : ดนัย อังควัฒนวิทย์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
