
มีรายงานจากการศึกษาใหม่ที่เผยให้เห็นว่าเยาวชนและประชากรวัยแรงงานในยุคใหม่กำลังประสบปัญหาขาด "ทักษะทุนชีวิต" ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นในการเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายในชีวิตประจำวันและการทำงาน
ในอดีต เมื่อกล่าวถึงความฉลาดของบุคคล เรามักจะนึกถึง "ไอคิว (Intelligence Quotient - I.Q.)" ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเชาวน์ปัญญาที่มีผลทางพันธุกรรมและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยเคยเชื่อว่าไอคิวเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประสบความสำเร็จทั้งในด้านการงานและการใช้ชีวิต
อย่างไรก็ตาม เราได้เรียนรู้เพิ่มขึ้นว่า การมีชีวิตที่มีความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับไอคิวเพียงอย่างเดียว เนื่องจากคนที่มีไอคิวสูงบางคนยังต้องเผชิญกับปัญหาทางจิตใจและเข้ารับการบำบัดจากหมอจิตเวชเพื่อค้นหาความสุขที่แท้จริง
ในปี 1999, ปีเตอร์ ซาโลเวย์ และ จอห์น ดี. เมเยอร์ นักจิตวิทยาชาวอเมริกันได้ทำการวิจัยและนำเสนอแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า "อีคิว" (Emotional Quotient – E.Q.) ซึ่งหมายถึง ความฉลาดทางอารมณ์ ที่เน้นไปที่การควบคุมอารมณ์ของตนเองและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ในภายหลัง แดเนียล โกลแมน นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ขยายแนวคิดนี้ในหนังสือชื่อ "ความฉลาดทางอารมณ์" และทำให้คนทั่วโลกยอมรับว่าอีคิวเป็นส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จและความสุขในชีวิต
หากต้องการชีวิตที่มีความสุข ไม่จำเป็นต้องเกิดมาฉลาดล้ำ แต่ควรมีความสามารถในการควบคุมความคิดและอารมณ์ของตนเอง ไม่เป็นคนที่หุนหันพลันแล่นหรือหัวร้อน และควรลดการเห็นแก่ตัว หันมามองเห็นใจผู้อื่น ดังนั้น ไอคิว (I.Q.) อาจเป็นเรื่องของยีน แต่เราสามารถสร้างอีคิว (E.Q.) ได้
ในยุคของโซเชียลมีเดีย การมีแค่ E.Q. ที่ดีนั้นไม่เพียงพอสำหรับเด็กๆ อีกต่อไป การเตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับการเผชิญกับโลกยุคใหม่จำเป็นต้องใส่สิ่งที่เรียกว่า "ทักษะทุนชีวิต" (Foundational Skills) ให้กับพวกเขา
รายงานจากธนาคารโลกและกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาระบุว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติที่เยาวชนและประชากรวัยแรงงานขาดแคลนทักษะ หรือมีทักษะทุนชีวิตต่ำกว่ามาตรฐาน (Threshold Level) ในอัตราที่สูง และคาดการณ์ว่าเหตุการณ์นี้จะสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 3.3 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 20.1 ของจีดีพี
ทักษะทุนชีวิตประกอบด้วย 3 ด้านหลัก คือ การรู้หนังสือ (Reading Literacy), ทักษะดิจิทัล (Digital Skills) และ ทักษะทางอารมณ์และสังคม (Socio-Emotional Skills) ซึ่งทักษะทางอารมณ์และสังคมนี้ก็คืออีคิว (E.Q.) ที่เราเคยได้ยินกันมาก่อน
ในอนาคต ทักษะทุนชีวิต (Foundational Skills) จะกลายเป็นทักษะที่เชื่อมโยงกับการทำงานในทุกสาขาอาชีพ และสามารถนำไปใช้ในทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในประเทศไทย เยาวชนและประชากรวัยแรงงานมากถึง 2 ใน 3 ขาดทักษะด้าน "การรู้หนังสือ" ที่มาตรฐาน โดยกลุ่มคนเหล่านี้ยังคงอ่านหนังสือเพียงแค่ 8 บรรทัดต่อวันเท่านั้น พวกเขาจึงไม่สามารถเข้าใจข้อความสั้น ๆ เพื่อแก้ปัญหาง่าย ๆ เช่น การทำตามคำแนะนำบนฉลากยา
3 ใน 4 ของเยาวชนและประชากรวัยแรงงานประสบปัญหาด้านทักษะ "ดิจิทัล" ที่ต่ำกว่ามาตรฐาน พวกเขามีปัญหาในการใช้งานอุปกรณ์ที่ต้องชี้ตำแหน่ง เช่น เมาส์ แป้นพิมพ์ บนคอมพิวเตอร์พกพา และไม่สามารถทำงานง่าย ๆ เช่น การหาข้อมูลราคาสินค้าจากเว็บไซต์ขายของออนไลน์ได้
ร้อยละ 30.3 ของเยาวชนและประชากรวัยแรงงานขาดทักษะทุนชีวิตทาง "อารมณ์และสังคม" ที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ซึ่งหมายความว่า กลุ่มคนเหล่านี้ไม่มีกระตือรือร้นที่จะริเริ่มทำสิ่งดี ๆ เพื่อสังคม ขาดความกระตือรือร้นและจินตนาการในการทำงานต่าง ๆ
ทั้งหมดที่กล่าวมาคือทักษะที่เราสามารถช่วยเติมเต็มให้กับเด็กๆ ได้ เพราะมันไม่ใช่เรื่องของไอคิว แต่เป็นเรื่องของระบบการศึกษาที่ต้องพัฒนา รวมถึงการสร้างนวัตกรรมในการเรียนการสอน ซึ่งครูผู้สอนก็เป็นส่วนสำคัญในกระบวนการนี้
