จากการสังเกตปัญหาที่เกิดขึ้นในการทำเกษตรของพ่อแม่ คุณอรรถพล ไชยจักร จึงเกิดคำถามว่าเราจะสามารถพัฒนาปรับปรุงสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่ และสามารถหาทางออกในปัญหาต่างๆ ได้อย่างไร เขาจึงเริ่มศึกษาหาข้อมูล ทดลองทำ และวางแผนไปทีละขั้น จนกลายเป็นฟาร์ม Farm Behind the Barn

ย้อนกลับไปเมื่อ 8-9 ปีที่แล้ว ผมทำงานเป็นวิศวกรที่กรุงเทพฯ แต่พ่อแม่เริ่มอายุมากขึ้น ผมจึงคิดว่าถ้ามีสิ่งที่สามารถทำที่บ้านหรือพัฒนาได้ก็น่าจะดี ช่วงแรกผมย้ายมาทำงานเป็น Sales Engineer ที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งไม่ไกลจากบ้านที่บุรีรัมย์ เมื่อกลับบ้านบ่อยขึ้น จึงได้เห็นปัญหาต่างๆ ในการทำเกษตรของพ่อแม่ ซึ่งบ้านเราทำเกษตรเชิงเดี่ยว โดยปลูกมันสำปะหลัง อ้อย ข้าวในปริมาณมากและใช้สารเคมี

อีกทั้งยังเจอปัญหาเรื่องราคาผลผลิตที่ไม่สามารถควบคุมได้ ไม่ว่าจะปลูกมัน อ้อย หรือพืชอื่นๆ สุดท้ายเราก็ไม่สามารถกำหนดราคาขายได้เอง บางครั้งก็รู้สึกท้อว่าเราทำเกษตรแต่กลับไม่มีอาหารดีๆ กิน ไม่มีสภาพแวดล้อมที่ดี พอทำเกษตรเชิงเดี่ยวซึ่งเป็นอุตสาหกรรมจึงต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอก ผมจึงเริ่มศึกษาแนวทางเกษตรที่แตกต่าง และเริ่มทดลองปลูกแบบเกษตรอินทรีย์

ระหว่างที่ลงมือทำจริง ผมยังทำงานประจำไปด้วย ในขณะนั้นที่บ้านสนใจการปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ผมจึงขอแบ่งมาทดลองปลูกในลักษณะเกษตรอินทรีย์ โดยไม่ใช้สารเคมี แม้ว่าผลผลิตจะน้อยกว่าประมาณ 20% แต่เราสามารถได้หน่อไม้ฝรั่งที่สะอาดและปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่า ทั้งยังขายได้ราคาดีกว่า แต่เมื่อปลูกไปเรื่อยๆ ก็ยังคงเป็นเกษตรเชิงเดี่ยว จึงพบปัญหาที่โรคสะสมของหน่อไม้ฝรั่ง เนื่องจากระบบนิเวศยังไม่หลากหลาย จึงเริ่มศึกษาหาข้อมูลเพื่อหาทางแก้ไขต่อไป

เมื่อเราทราบว่าการทำเกษตรที่ดีต้องเริ่มจากระบบนิเวศที่สมบูรณ์ เราจึงทดลองทำเกษตรที่เน้นความหลากหลาย ปลูกพืชทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยเฉพาะมัลเบอร์รี ซึ่งเป็นพืชหลักของฟาร์ม รวมทั้งขุดบ่อเลี้ยงปลาและจัดการขยะได้เอง เลี้ยงไส้เดือนไว้ทำปุ๋ย และทำน้ำหมักใช้ในฟาร์ม เริ่มพึ่งพาทรัพยากรจากภายนอกให้น้อยลง และพยายามหาทรัพยากรที่อยู่ใกล้ตัว เช่น มูลวัวจากสหกรณ์โคนมที่นำมาทำปุ๋ยเอง ซึ่งประหยัดทั้งต้นทุนและค่าโลจิสติกส์

Farm Behind the Barn
เมื่อเราเริ่มจริงจังในการทำเกษตรมากขึ้น ก็คิดว่าเราควรแยกส่วนมาขายเพื่อให้ได้ราคาที่ดีกว่าการขายรวมในตลาดทั่วไป จึงตัดสินใจตั้งชื่อและทำแบรนด์ของฟาร์มเป็นของตัวเอง ฟาร์มของเราตั้งอยู่หลังฉาง จึงกลายเป็นชื่อ ไร่หลังฉาง หรือ Farm Behind the Barn ต่อมาได้ลาออกจากงานประจำเพื่อมาทำฟาร์มเต็มตัว และเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ในฟาร์ม เพื่อลดการใช้แรงงาน เช่น การติดตั้งสปริงเกอร์พร้อมไทม์เมอร์ในบางโซน และติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อช่วยปั๊มน้ำ แต่การใช้เทคโนโลยีก็ยังคงต้องดูแลและปรับแต่งให้เหมาะสมกับสภาพอากาศในแต่ละฤดูกาล

ฟาร์มของเรามีพื้นที่ประมาณ 6 ไร่ ซึ่งถือว่าไม่ใหญ่มากเมื่อเทียบกับฟาร์มอื่นๆ แต่เราทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยแบ่งพื้นที่ 3 ไร่สำหรับปลูกป่าเป็นไม้ยืนต้น ส่วนที่เหลือจะเป็นที่อยู่อาศัยของเราและที่พักสำหรับผู้ที่สนใจมาเรียนรู้การทำเกษตร อีกทั้งยังมีพื้นที่สำหรับเลี้ยงไส้เดือน ทำปุ๋ย และบ่อเลี้ยงปลา รวมถึงพื้นที่ปลูกผลไม้เช่น มัลเบอร์รี มะม่วง ฝรั่ง และผักระยะสั้นที่ใช้บริโภคภายในครอบครัว พร้อมกับแบ่งขายบ้างเล็กน้อย

สิ่งที่เราต้องการจากการทำเกษตรคือการสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ โดยการปลูกป่า เลี้ยงสัตว์ เช่น เป็ด ไก่ ขุดบ่อเลี้ยงปลา และใช้ปุ๋ยที่ทำเองจากธรรมชาติ ซึ่งช่วยให้เรามีอาหารที่ปลอดสารเคมีและผักผลไม้ที่สดสะอาดสำหรับครอบครัว ทุกสิ่งในฟาร์มทำให้ระบบนิเวศทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อสภาพแวดล้อมดี ทุกอย่างก็จะดีตามไปด้วย

Made in Farm
เมื่อเรามีผลผลิตจากพืชระยะยาวเช่น มะม่วง ฝรั่ง และมัลเบอร์รี ผลผลิตบางช่วงมีจำนวนมากเกินไปจึงนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น แยมมัลเบอร์รี และน้ำมัลเบอร์รี นอกจากนี้ระหว่างการทำเกษตร เราก็หาความบันเทิงจากงานอดิเรก เช่น การย้อมผ้าจากมะเกลือ การทำสบู่จากน้ำมันมะพร้าว และการทำงานไม้เล็กๆ น้อยๆ ซึ่งนำไปสู่การสร้างแบรนด์ Made in Farm เพื่อขายงานคราฟต์และแฮนด์เมด โดยไม่ให้ลูกค้าสับสนกับผลิตภัณฑ์ของ Farm Behind the Barn

ผมเชื่อว่าควรจะมีงาน 3 ประเภทในหนึ่งวัน อย่างแรกคืองานที่ต้องใช้ร่างกาย ทำฟาร์มและออกกำลังกาย อย่างที่สองคืองานที่ใช้ความคิด เช่น การคิดพัฒนาแบรนด์ และสุดท้ายคืองานที่ช่วยผ่อนคลายและเพิ่มความสุนทรียะ เช่น การฟังเพลงและแกะไม้ ถ้าเราสามารถทำทั้งสามอย่างได้ในหนึ่งวัน ก็ถือว่าเป็นวันที่สมบูรณ์ เพราะในบางช่วงเวลาที่ทำงานเกษตรหนักมากจนรู้สึกเหนื่อยล้า ก็เริ่มรู้สึกว่าอาจจะไม่เหมาะกับชีวิตเราเท่าไร จึงหันมาทำงานคราฟต์เพื่อเป็นกิจกรรมที่ผ่อนคลายจิตใจ

ตอนนี้ในฟาร์มมีคาเฟ่เล็กๆ ด้วย เนื่องจากผมเองชอบดื่มกาแฟอยู่แล้ว จึงคิดว่าอยากจะสร้างพื้นที่ที่สามารถแสดงโปรดักต์ของเราได้ด้วย เพราะปกติจะฝากขายตามร้านต่างๆ เมื่อมีคนมาที่ฟาร์มก็สามารถเห็นผลิตภัณฑ์ของเราได้ชัดเจน เหมือนเป็นหน้าร้านที่เปิดให้คนมาเยี่ยมชมและเลือกซื้อสินค้า ตอนนี้เปิดให้บริการแบบ Soft Opening มีเครื่องดื่มและขนมเล็กน้อย ถ้าสนใจแนะนำให้โทรสอบถามล่วงหน้าก่อนครับ

หากใครสนใจเรียนรู้การทำเกษตรและการทำฟาร์มกับคุณอรรถพล ฟาร์มของเรามีคอร์ส 3 วัน 2 คืนให้เรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์จริง สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เพจเฟซบุ๊กของ Farm Behind the Barn
