เริ่มต้นจากการที่เราติดตามเพจ “ปูเป้ทำเอง” เพราะความสนใจส่วนตัวที่อยากปลูกต้นไม้ในบ้านให้รอด และอยากมีมุมสวนแบบนี้บ้าง พอไปเรื่อยๆ ก็พบว่าไม่เพียงแค่เรื่องปลูกต้นไม้ที่เราสนใจ แต่ยังรวมไปถึงกิจกรรมต่างๆ ที่คุณปูเป้-สุพัตรา อุสาหะทำเองแล้วนำมาบอกเล่า แชร์สูตรและวิธีการต่างๆ ที่ทำให้เราอยากลองทำตามบ้าง
คุณปูเป้บอกว่า “เวลามีคนมาถามว่าเราทำอะไรบ้าง ก็ตอบไม่ได้เลย เพราะทำหลายอย่างมาก” ถึงแม้จะทำงานหลากหลาย แต่วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักคุณปูเป้ในแง่มุมของการเป็นนักปลูก แปรรูป และการทำผลิตภัณฑ์ของกินและของใช้ต่างๆ


จากบ้านทาวน์โฮมที่เคยอยู่อาศัย มาสู่บ้านใหม่ที่มีพื้นที่กว้างขวางขึ้น
ก่อนหน้านี้ปูเป้ทำงานในธุรกิจร้านอาหารมานานถึง 20 ปี ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย โดยทำงานไปพร้อมกับการเรียน และเริ่มจากแฟรนไชส์ร้านอาหารญี่ปุ่นเล็กๆ ก่อนจะมีร้านอาหารของตัวเองร่วมกับพี่ที่รู้จัก แต่ด้วยความต้องการปรับชีวิตจากการทำงานกลางคืนมาทำงานในช่วงกลางวันมากขึ้น จึงเริ่มทำอาหารกินเองและมีโอกาสอยู่บ้านมากขึ้น จนวันหนึ่งเพื่อนสนิทแต่งงานและขอให้ปูเป้ช่วยงานทุกอย่าง ทั้งของชำร่วยและการเตรียมอาหาร หลังจากเสร็จสิ้นงาน เพื่อนก็ให้ของขวัญเป็นฟาง 1 มัด ต้นกล้าผัก และปุ๋ยมูลไส้เดือน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการปลูกผักกินเอง



ตอนนั้นเราอาศัยอยู่ในบ้านทาวน์โฮม 3 ชั้น ไม่มีที่ดินเลยที่จะปลูกอะไรได้ ด้านหน้าเป็นที่จอดรถ ข้างบ้านก็ไม่มีพื้นที่ แต่โชคดีที่หน้าบ้านมีระเบียงขนาด 2×3 เมตร เราจึงเริ่มปลูกต้นกล้าที่เพื่อนให้มา แล้วก็ปลูกทุกอย่างที่อยากกิน เช่น กะเพรา พริก อัญชัน ลูกหม่อน แตงกวา ฟักทอง มะระ มะละกอ ถั่วฝักยาว และได้ผลผลิตที่ดีมาก จากนั้นก็โพสต์แชร์ประสบการณ์ไปเรื่อยๆ พอคนเริ่มถามว่าปลูกยังไง ก็ยิ่งทำให้เราเริ่มคิดว่าจะทำอย่างไรกับผักที่ปลูกไว้ จนตัดสินใจแปรรูปและแชร์สูตรให้คนอื่นๆ ได้ทำตามด้วย เริ่มมีคนสนใจและอยากมาฝึกทำอาหารกับเรา จึงเริ่มมองหาบ้านใหม่ที่มีพื้นที่ปลูกต้นไม้และรองรับผู้ที่สนใจเข้ามาเรียนคอร์ส


เรียนรู้ว่าดินคือสิ่งสำคัญในการปลูกต้นไม้
สิ่งแรกที่เราพิจารณาตอนตัดสินใจซื้อบ้านหลังนี้คือทิศทางแสงแดด ตอนเช้าแดดจะส่องทางฝั่งหนึ่ง และตอนบ่ายจะมีแดดอีกฝั่งหนึ่ง หลังบ้านก็มีแดดทั้งวัน เราจึงเริ่มทดลองปลูกต้นไม้ลงดิน เพราะก่อนหน้านี้ปลูกในกระถางอยู่เสมอ เราจึงเตรียมแปลงปลูก ปรุงดินโดยใช้เศษอาหาร ใบไม้ และซื้อแกลบมาผสมรดน้ำ แต่ต้นไม้กลับไม่โตเลย สงสัยว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้
ปัญหาที่พบคือดินในพื้นที่นี้เป็นดินเหนียว ขุดยากมาก แต่เราก็ยังคงลองปลูกต้นกล้วยและไม้ใหญ่บางชนิด อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือรากฝอยของไม้ใหญ่ทำให้พืชที่ปลูกลงไปไม่โต เพราะรากฝอยดูดสารอาหารจากดินหมดไป แม้จะปรุงดินอย่างดีแล้ว ทำให้เราตระหนักว่าแค่มีดินดีๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลูกต้นไม้ได้เสมอไป จึงตัดสินใจกลับมาปลูกต้นไม้ในกระถางที่เราถนัดมากกว่า



หลังจากที่ปรับสภาพดินได้บ้าง เริ่มมีบางจุดที่สามารถปลูกต้นไม้ลงดินได้สำเร็จ เราติดตั้งไทม์เมอร์กับสปริงเกอร์รอบบ้านเพื่อให้รดน้ำต้นไม้ตลอดเวลา และได้รับถ่านไบโอชาร์มาจากพ่อครูบาสุทธินันท์ เรานำผงไบโอชาร์มาโปรยบนหน้าดินและรดน้ำ ชิ้นส่วนที่เล็กจะไปสู่ชั้นดินลึก ส่วนที่ไม่ได้บดละเอียดจะอยู่กลางดิน และส่วนที่หยาบจะอยู่บนหน้าดิน ไบโอชาร์ช่วยย่อยสลายสารต่างๆ และเก็บความชุ่มชื้น ทำให้หญ้าเริ่มขึ้น ต้นไม้เจริญเติบโตและไผ่ที่เริ่มต้นจากต้นเล็กๆ ก็เริ่มแตกหน่อเป็นพุ่ม

เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ทุกอย่างเริ่มลงตัว ต้นไม้และผักสวนครัวที่เราปลูกเริ่มโตและเพิ่มมากขึ้น จึงเริ่มเปิดบ้านให้คนที่สนใจปลูกต้นไม้และผักมาชมสวน เลือกซื้อพันธุ์ไม้ต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงโควิดที่ผ่านมา ทำให้เรารู้ว่าคนเริ่มไม่อยากออกจากบ้านมากขึ้น อยากปลูกสิ่งที่สามารถกินได้เองแต่ไม่รู้จะหาซื้อได้จากที่ไหน และที่สำคัญคือเราไม่ใช้สารเคมีในการปลูก จากนั้นคำถามที่เจอบ่อยๆ คือ 'ปูเป้ใช้ดินอะไร ใส่ปุ๋ยอะไร และมีขายไหม?' โดยปกติเราใช้ดินทำเอง ซึ่งจะฝังเศษอาหารและใบไม้แห้งในเข่งหลังบ้าน ทับถมไว้ประมาณ 3 เดือนจึงสามารถนำมาใช้ได้ จนกระทั่งเริ่มขายและเห็นว่าเหลือดินน้อยลง (หัวเราะ)

ดินที่เราทำเองจึงกลายเป็น 'ดินปูเป้ทำเอง' โดยได้คุณลุงสุเทพมาช่วยพัฒนาสูตรให้ดีขึ้น เรามีความเข้าใจว่า ขี้หมูจะช่วยบำรุงหัว ขี้วัวจะช่วยบำรุงใบ ขี้ไก่จะช่วยบำรุงผล แต่เราต้องการให้คนที่ซื้อดินไปสามารถใช้ดินชนิดเดียวได้เลย โดยไม่ต้องไปหาขี้หมู ขี้วัว หรือขี้ไก่มาใช้ ดินของเราผสมขี้ไก่และขี้เป็ด ซึ่งเหมาะกับไม้ใบ ไม้ผล และไม้ดอกทุกชนิด ทำให้พืชผักที่ปลูกในดินของเราเจริญเติบโตได้ดีตามฤดูกาล เมื่อดินดี ผลผลิตดี คนปลูกก็มีความสุขและกำลังใจในการทำงาน



กระถางและถุงกระสอบสีขาวตอบโจทย์ความต้องการของเราอย่างลงตัว
เมื่อเราเริ่มกลับมาปลูกต้นไม้ในกระถาง ทำให้รู้ว่า 'ดิน' คือสิ่งสำคัญที่สุดในการปลูกไม้กระถาง ต้องมีสารอาหารเพียงพอเพื่อให้ต้นไม้เติบโตได้ดี แม้ดินจะดีแค่ไหน ปัญหาของรากฝอยก็ยังคงมีอยู่ รากฝอยที่แข็งแรงสามารถแทรกซึมเข้าไปในกระถางได้ ดังนั้นเราจึงได้นำไอเดียจากการเยี่ยมชมฟาร์มของคุณลุงสุเทพมาปรับใช้ โดยการยกชั้นและปลูกต้นไม้ในถุงกระสอบสีขาวเพื่อให้เกิดการเจริญเติบโตที่ดี
การปลูกต้นไม้ในถุงกระสอบช่วยให้เราสามารถพรวนดินได้โดยไม่ต้องขุดดินด้านบน เพียงแค่ขยำๆ ด้านข้างของถุง ดินสามารถระบายน้ำได้ดี ไม่เก็บความร้อน และรากของพืชไม่อบอ้าว หากต้นไม้ตาย เราสามารถพับเก็บถุงเพื่อใช้งานต่อได้ ซึ่งทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อกระถางได้มาก เพราะถุงกระสอบราคาถูกกว่า และยังช่วยแก้ปัญหาการชอนไชของรากฝอยด้วยการรองพลาสติกใต้กระถาง


ปลูกต้นไม้ไม่มีมือร้อนมือเย็น มีแต่ใจร้อนใจเย็น
หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าเราไม่ได้ปลูกต้นไม้เป็นโซนๆ ทำไมเคลไม่อยู่ด้วยกัน เพราะเราวางต้นไม้ตามตำแหน่งที่ได้รับแสงแดดที่เหมาะสม อย่างเช่น ดอกชบาที่ชอบแดด หากวางไว้ที่หน้าบ้านดอกจะไม่ออกเพราะแดดจะส่องเพียงช่วงเช้า แต่หากวางไว้ด้านข้างบ้านซึ่งแดดส่องตลอดช่วงบ่าย ดอกจะบานสวย ข้อดีของการปลูกต้นไม้ในกระถางคือ เราสามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก หากที่ไหนไม่มีแดดก็ย้ายไปที่อื่น และหากต้นไม้ตายหรือเหี่ยวเฉา ก็สามารถนำต้นอื่นมาวางแทนได้ง่ายๆ
การปลูกต้นไม้ไม่มีหรอกมือร้อนมือเย็น อยู่ที่ความเข้าใจและการเรียนรู้พฤติกรรมของต้นไม้ รวมถึงการดูแลของเราด้วย บางครั้งเราดูแลมากเกินไปหรือน้อยเกินไปก็อาจส่งผลให้ต้นไม้ไม่โต แต่บางต้นไม่ต้องการการดูแลมากเลย เราแค่ปล่อยให้มันโตเองหากเราเรียนรู้และสังเกตต้นไม้จะรู้ว่าแต่ละชนิดต้องการการดูแลแบบไหน



บางครั้งเมื่อปลูกต้นไม้แล้วมันไม่โต หลายคนมักจะโทษว่าเป็นเพราะมือร้อน แต่จริงๆ ไม่ใช่แบบนั้น สำหรับปูเป้การปลูกต้นไม้ไม่ใช่มือร้อนหรือมือเย็น แต่มันคือการมีใจร้อนและใจเย็น ปลูกต้นไม้เหมือนเลี้ยงลูก ต้องอดทนและคอยดูแลเหมือนกับลูก 5 คนที่มีนิสัยต่างกัน เมล็ดพันธุ์จากถุงเดียวกันบางต้นโตเร็ว บางต้นโตช้า อย่ากังวล แค่ปลูกอย่างมีความสุข แล้วปล่อยให้ต้นไม้โตในแบบของมันเอง



นอกจากที่ปูเป้เป็นนักปลูกต้นไม้แล้ว ยังทำสิ่งอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะการแปรรูปอาหารและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นซอสเติมเต็ม ซอสมะเขือเทศ ซีอิ๊วหมักเอง กิมจิผักพื้นบ้าน และผลิตภัณฑ์จากมะกรูดที่สามารถนำมาแปรรูปได้ทุกส่วน เช่น แชมพู สบู่เหลว โฟมล้างหน้า น้ำยาล้างจาน และน้ำยาอเนกประสงค์




