"ดาด้า กีรดา" สาวนักกฎหมายจากกระทรวงพาณิชย์ อดีตดาวจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เป็นตัวเต็งที่จะคว้ามงกุฎนางสาวไทยประจำปี 2565 เปิดเผยเหตุผลที่ตัดสินใจเข้าร่วมประกวดครั้งแรก เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการช่วยพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น
การประกวดนางสาวไทยในปี 2565 ยังคงดุเดือดเมื่อ 24 สาวงามเก็บตัวและทำกิจกรรมที่จังหวัดอำนาจเจริญ สาวงามหลายคนโดดเด่นจนสื่อมวลชนจับตาและเชื่อว่าอาจเป็นผู้ที่ได้ครอบครองมงกุฎนางสาวไทยคนที่ 53 หนึ่งในนั้นคือ ผู้เข้าประกวดหมายเลข 8 ดาด้า-กีรดา อัครปรีดี สาวจากจังหวัดนนทบุรี วัย 26 ปี
ดาด้า กีรดาMytour Womenเธอสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านนิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกียรตินิยมอันดับ 1 และปริญญาโทจาก New York University School of Law (NYU Law) ในสาขากฎหมายธุรกิจ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนิติกรที่กระทรวงพาณิชย์ สามารถพูดภาษาอังกฤษและเยอรมันได้ดี
เธอมีส่วนสูง 165 ซม. น้ำหนัก 45 กก. สัดส่วน 33-23-35 และเล่าให้ฟังว่าเป็นเด็กที่มุ่งมั่นในการเรียนควบคู่ไปกับการทำกิจกรรม เช่น การเข้าประกวดเดือนดาว จนได้รับเลือกเป็นดาวมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อีกทั้งยังได้รับเกียรติในการอัญเชิญตราธรรมจักรในงานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ และเป็นเชียร์ลีดเดอร์คณะนิติศาสตร์ เธอกล่าวว่าเหตุผลที่เลือกเรียนกฎหมายไม่ใช่เพราะใครบังคับ แต่เพราะรู้สึกว่ามันมีเหตุผล และสามารถช่วยพัฒนาการคิดอย่างเป็นระบบได้
เธอตัดสินใจเข้าร่วมประกวดนางสาวไทย ประจำปี 2565 เพราะความฝันในการเป็นนางงามยังคงอยู่ในใจ และเชื่อว่าคนเราสามารถทำได้หลายอย่าง แม้ในอาชีพนักกฎหมาย เธอก็ทำเต็มที่แล้วจนถึงที่สุด และยังได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนๆ จึงเลือกที่จะมาประกวดในครั้งนี้
"การเป็นนางงามสำหรับดา เป็นมากกว่านางงาม หลายคนถามว่าทำไมต้องมาประกวด ในเมื่อชีวิตประสบความสำเร็จแล้ว ส่วนตัวมองว่ามาตรงนี้ทำให้เสียงดังขึ้น สามารถสร้างแรงกระเพื่อมได้ อยากมาอยู่ในจุดที่สร้างแรงผลักดันเพื่อขับเคลื่อนสังคม"
"ที่เลือกประกวดนางสาวไทย เพราะคิดว่ามีรูปแบบตรงกับความสนใจของตัวเอง เนื่องจากเวทีเฟ้นหาทูตท่องเที่ยว และวัฒนธรรม อีกทั้งยังให้ความสำคัญเรื่องพัฒนาการศึกษา"
"สมัยเรียนหนูเป็นเด็กเรียน เรียนกฏหมายต้องอ่านหนังสือจำนวนมาก ทำให้สัมผัสได้ถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ก็เลยรู้สึกว่าเวทีนี้ ตรงกับบริบทของตัวเอง"
" 3 S ที่กองประกวดมองหา Sweet, Strong, Smart ตัวดาคิดว่าตัวเองมีครบทั้งสามข้อนี้ และเวลาในการประกวดก็ลงตัวพอดี ชอบดูนางงามมาตลอด และเมื่อรู้ว่าการเป็นนางงามนั้นไม่ง่ายเลย ต้องเจอกับความเหนื่อยมาก แต่ก็มีเพื่อนๆ ในวงการที่คอยให้คำปรึกษา"
ดาด้า กีรดาดาด้า กล่าวเพิ่มเติมว่า ไม่ว่าจะได้ตำแหน่งนางสาวไทยหรือไม่ เธอก็มีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันเรื่องการศึกษาให้เท่าเทียม พร้อมกับพัฒนาการท่องเที่ยวไปด้วยกัน
"อยากผลักดันเรื่องการศึกษาเพราะตัวเองทำงานในกระทรวงพาณิชย์ และเห็นความเหลื่อมล้ำชัดเจน การเรียนอินเตอร์มาตลอด และพอมาเจอเพื่อนที่เรียนต่างจังหวัดทำให้รู้ว่าโลกการศึกษาของเรายังไม่เท่ากัน"
"อยากผลักดันให้โรงเรียนในประเทศไทยมีมาตรฐานเดียวกันทุกแห่ง เช่นเดียวกับในประเทศฟินแลนด์ที่โรงเรียนที่ดีที่สุดคือโรงเรียนใกล้บ้าน ซึ่งเป็นโมเดลที่น่าจะสามารถนำมาปรับใช้ในประเทศไทยได้"
"ทำไมโรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดต้องอยู่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น? เด็กไทยมีความสามารถและศักยภาพมากมาย เราน่าจะสามารถดึงความสามารถของเยาวชนออกมาได้มากกว่าที่เป็นอยู่ โอกาสทางการศึกษาควรเท่าเทียมกัน ไม่จำเป็นต้องจบจากโรงเรียนดังในกรุงเทพฯ เท่านั้น"
เมื่อถามถึงวิธีการพัฒนาการท่องเที่ยว ดาด้าตอบว่า "สำหรับการท่องเที่ยว อยากให้มุ่งเน้นไปที่แต่ละประเด็น โดยมองว่าไทยมีทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงามอยู่แล้ว"
การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้นักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวได้เป็นเวลานานกว่า 2 ปี ซึ่งทำให้ธรรมชาติได้รับการพักฟื้น เมื่อกลับมามีความพร้อมแล้ว นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถมาเยี่ยมชมความสวยงามที่เพิ่มขึ้นได้ ซึ่งถือเป็นข้อสังเกตเล็กๆ ที่น่าสนใจ
ดาด้า กีรดา"อยากพัฒนาทักษะการสื่อสารกับชาวต่างชาติให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก จากประสบการณ์การทำงานที่กระทรวงพาณิชย์ ทำให้เห็นว่าเมื่อมีการวัดมาตรฐานต่างๆ ในประเทศสิงคโปร์หรือประเทศอื่นๆ ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก พวกเขาสามารถทำคะแนนได้ดีกว่าเรามาก"
"สิ่งที่เขาทำในต่างประเทศไทยทำได้ดีกว่า แต่ปัญหาคือประเทศไทยขาดทักษะในการสื่อสารกับต่างชาติให้เข้าใจ ทักษะที่เรามีนั้นยังไม่พอ ถ้าเราเพิ่มทักษะตรงนี้ และสามารถสื่อสารได้อย่างยิ้มแย้ม น่าจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นและช่วยพัฒนาการท่องเที่ยวได้"
"นอกจากนั้นก็สนใจในเรื่องของไกด์ท่องเที่ยว ไกด์จะต้องมีใบอนุญาตในการทำงาน ถ้าอยากจะช่วยพัฒนาในด้านนี้ อาจจะต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้นเพื่อรองรับ"
"ประเทศไทยมี 77 จังหวัด ควรจะส่งเสริมการมีไกด์ท้องถิ่น ซึ่งเป็นคนที่เติบโตในพื้นที่นั้นๆ เพราะเขาจะรู้ดีที่สุดว่าจะถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมและแนะนำการท่องเที่ยวได้อย่างไร แต่ตอนนี้ในท้องถิ่นก็ยังไม่กล้าทำ เพราะยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนมารองรับ"
"นักกฎหมายก็สามารถช่วยพัฒนาการท่องเที่ยวได้ เพราะกฎหมายเกี่ยวข้องกับทุกสิ่ง แต่ที่สำคัญคือนักกฎหมายจะช่วยดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวและทำให้การท่องเที่ยวดำเนินไปอย่างราบรื่น"
"ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวมองว่าเป็นนโยบายของภาครัฐ ซึ่งเมื่อมีนโยบายออกมา สิ่งต่างๆ ก็จะเกิดขึ้น และกฎหมายก็จะมาทำหน้าที่ในการควบคุมให้นโยบายเหล่านั้นดำเนินไปอย่างถูกต้อง และไม่ทำให้เกิดความวุ่นวายในสังคม"
ดาด้า กีรดาดาด้า
"เริ่มต้นจากศูนย์ ไม่มีประสบการณ์ในการประกวดนางงามหรือฐานแฟนคลับเลย มาด้วยใจล้วนๆ แต่เมื่อมีคนติดตามและเริ่มมีการตอบรับทั้งด้านบวกและลบ ก็รับฟังและนำมาพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น"
"หลายคนให้กำลังใจเพราะชอบที่เรามีความรู้ด้านกฎหมาย แต่ตัวเองมองว่าการเป็นนางงามแค่รู้กฎหมายมันไม่พอ ยังมีเรื่องการเดิน บุคลิกภาพ และอื่นๆ ที่ต้องพัฒนาอีกมาก"
"ถ้ามีแรงกดดันก็ถือเป็นแรงผลักดันที่ดี ช่วยให้เรามุ่งไปข้างหน้า และพยายามพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนล้วนอยากได้มงกุฎ แต่สำหรับตัวเองมันเหมือนการเข้าคอร์สเรียน เปิดโลกกว้างและสร้างทักษะใหม่ๆ"
"รู้สึกสนุกทุกวัน แม้จะเหนื่อยบ้าง เพราะนอนน้อย สิ่งที่ช็อคที่สุดคือตอนเรียนกฎหมายต้องอ่านหนังสือตี 3 ตี 4 ก็ยังพอทน แต่การเป็นนางงามต้องตื่นเช้าและแต่งหน้าเลย กิจกรรมแน่นทุกวัน ต้องมีระเบียบวินัยและสื่อสารให้ดี"
