นักเขียน : a day
สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารหรือติดใจการเสพข่าวจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ‘ไทยรัฐนิวส์โชว์’ คงเป็นรายการที่หลายคนคิดถึงก่อนเป็นอันดับแรกๆ
ทั้งเนื้อหาข่าว รูปแบบการอ่านข่าวของพิธีกรที่ทำได้ดีในทุกสถานการณ์ และกราฟิกในห้องส่งที่ใช้เทคโนโลยี Immersive จำลองเหตุการณ์เสมือนจริงแบบละเอียด ชนิดที่ว่าผู้ชมไม่ต้องจินตนาการอะไร เพราะไทยรัฐทีวีสามารถนำเสนอเหตุการณ์เสมือนจริงให้เห็นได้ครบทุกมุมทุกเรื่องอย่างสมบูรณ์
และเมื่อกล่าวถึงผู้ประกาศข่าวช่องไทยรัฐทีวี ชื่อของ อุ๋ย-ภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์ เป็นชื่อที่ไม่อาจมองข้ามได้

ได้ทั้งความสมจริงและได้รับความนิยมจากผู้ชม รสชาติข่าวที่หลายคนหลงใหลนั้นเริ่มต้นจากผู้ประกาศข่าวเอง
ไม่เพียงแค่ ‘ไทยรัฐนิวส์โชว์’ ที่ออกอากาศทุกวันเวลา 19.00 น. แต่ยังมี ‘เปิดปากกับภาคภูมิ’ ซึ่งออกอากาศทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 15.30 น. ก็เป็นอีกหนึ่งรายการทอล์กที่หลายคนต้องดู เพราะเป็นการขยายความประเด็นสำคัญในแต่ละเรื่องจนหมดข้อสงสัย
เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ อุ๋ย ภาคภูมิ ในรายการ The Conversation เมื่อไม่นานมานี้ และก่อนที่จะได้ชมรายการเต็มๆ นี่คือบางตอนจากบทสนทนาที่เรานำมาถ่ายทอดให้ฟัง ถือว่าเรามาเปิดปากกับภาคภูมิ โดยมีภาคภูมิเป็นผู้ให้คำตอบเอง
เปิดปากเรื่องแรก อุ๋ย ภาคภูมิ เล่าให้เราฟังว่า เขาทำงานกับไทยรัฐทีวีมาเกือบ 6-7 ปี และเหตุผลที่เลือกมาทำงานที่นี่ก็เพราะเอกลักษณ์ของช่องที่เน้นหนักด้านข่าวสาร
“ไทยรัฐทีวีเขาประมูลช่อง HD มาเพื่อทำข่าว เพราะเขาต้องการให้คนดูข่าวได้อย่างชัดเจน เขาใช้เทคโนโลยีต่างๆ มาช่วยในการนำเสนอข่าว และยังมี Immersive Graphic หรือ Infographic มาช่วยเสริมมากมาย ลองคิดดูว่า 80-90% ของผังรายการของไทยรัฐทีวีคือข่าว เพราะฉะนั้นเมื่อเราเติบโตมาเป็นนักข่าว การก้าวไปเป็นผู้ประกาศข่าวหรือบรรณาธิการข่าว มันจึงเป็นแนวทางที่เข้ากับตัวตนของเรา”
ถามว่าชอบข่าวที่เข้าเส้นเลยไหม อันนี้ก็ไม่แน่ใจ แต่ที่รู้คือมันกลายเป็นชีวิตและลมหายใจของเราไปแล้ว ไม่ว่าจะเดินไปไหน นั่งคิด หรือนอนคิด วันหยุดก็แล้วแต่ เมื่อเห็นอะไรที่เป็นข่าว มันจะเกิดความคิดอยากขยายต่อทันที และต้องทำ ต้องพูดคุยกับทีมงานและกองบรรณาธิการทันที แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยหรือเบื่ออะไร เพราะมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแล้ว
เขาย้ำว่า แม้จะมีเวลาพักผ่อน ดูหนัง ฟังเพลงเหมือนคนทั่วไป แต่สิ่งที่ทำให้เขามีความสุขคือการรับรู้ข่าวสารและการนำเสนอข่าวในรูปแบบที่เขาและทีมงานเชื่อมั่น

เมื่อสนุกกับข่าวสารขนาดนี้ แน่นอนว่าเขาต้องเข้าใจ DNA ของคนข่าวที่แท้จริงและรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ไม่ใช่
“มันน่าจะมาจากความกระหายและความใฝ่รู้ เมื่อเห็นข่าวบางอย่างแล้วเกิดความสนใจ อยากรู้ว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไร เกิดอะไรขึ้น แต่ถ้าเห็นอะไรแล้วไม่รู้สึกอะไรเลย ก็อาจจะไม่ใช่ เพราะถ้ามีความกระหาย มันจะทำให้เราอยากตามเรื่องนั้นต่อไป”

“ถ้าถามผม ในฐานะผู้ประกาศข่าว สิ่งที่สำคัญคือการตัดสินใจในสถานการณ์ข่าวที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน บางครั้งเราอาจจะเตรียมตัวน้อยหน่อยเพราะต้องแข่งขันกับเวลา เช่น อุบัติเหตุใหญ่ ระเบิด หรือเหตุการณ์ด่วนต่างๆ มันต้องใช้ประสบการณ์ของทีมงานกองบรรณาธิการข่าวในการช่วยกันนำเสนอเรื่องนี้ออกมาให้ได้ทันเวลา”
ผู้ชมอาจไม่ทราบว่า การทำงานเบื้องหลังเป็นอย่างไรและมีอะไรบ้าง แต่คนที่อยู่หน้าจอไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้
“หลังจากกระบวนการคิดและการตัดสินใจจากทีมงานทั้งหมด เราต้องทำให้ดีที่สุดตอนออนแอร์ ผู้ประกาศข่าวในขณะนั้นเหมือนเป็นผู้รักษาประตู เป็นด่านสุดท้ายก่อนที่ข่าวจะถูกนำเสนอออกไปสู่สายตาผู้ชม บางครั้งต้องคิดก่อนออนแอร์หรือแม้กระทั่งระหว่างออนแอร์ว่าเรื่องนี้ควรจะพูดหรือไม่พูด ควรพูดมากน้อยแค่ไหน ต้องระวังผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับหลายฝ่าย เพราะบางเหตุการณ์มันเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงที่ยิ่งกว่าละคร เช่น ข่าวการช่วยเหลือทีมหมูป่าที่ติดอยู่ในถ้ำขุนน้ำนางนอน”

ถือเป็นสถานีที่จริงจังและตั้งใจในการนำเสนอข่าวมากที่สุดอันดับต้นๆ เลยทีเดียว
เพราะถ้าคุณมาติดตามหน้าจอไทยรัฐนิวส์โชว์ตั้งแต่หนึ่งทุ่ม คุณจะได้ติดตามข่าวสารยาวไปจนถึงเกือบห้าทุ่ม
เพราะเราคือสถานีข่าว หากท่านชอบดูข่าว ก็มาเลือกดูที่เราก็แล้วกัน ไม่จำเป็นต้องอยู่กับผม 3-4 ชั่วโมง แต่หากท่านสนใจข่าวในประเด็นไหน ก็แวะมาที่เราก็พอ (หัวเราะ)
ในที่สุด เขายังคงเชื่อว่าแม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไป และโซเชียลมีเดียจะได้รับความนิยมมากขึ้น แต่ผู้ชมก็ยังคงชอบติดตามข่าวสารและผู้ประกาศที่พวกเขาเชื่อมั่นและชื่นชอบในสไตล์การนำเสนอข่าวของแต่ละคน
“แม้ในปัจจุบันทุกคนสามารถเป็นอินฟลูเอนเซอร์ พิธีกร หรือแม้แต่นักข่าวได้อย่างง่ายดาย แต่สุดท้ายก็ต้องสร้างความโดดเด่นให้ตัวเอง ในการดูข่าว แน่นอนว่าผู้ชมต้องการความน่าเชื่อถือ ความถูกต้องและความชัดเจน แต่ในยุคนี้ ผู้ประกาศข่าวต้องมีอรรถรส ลีลา หรือคาแรกเตอร์ที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าเขาสื่อสารได้อย่างมีชีวิตชีวา ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับบุคลิกของแต่ละคน และสุดท้าย ผู้ชมคือตัวตัดสินว่าใครจะเป็นที่ชื่นชอบ”

“งานข่าวทำให้ผมเข้าใจว่า ผมไม่สามารถรอให้วันพรุ่งนี้มาทำให้มันดีขึ้นได้หรอก วันนี้ บ่ายนี้ ค่ำนี้ เราต้องทำให้มันดีขึ้นทันที เราต้องคิดอย่างมีกลยุทธ์ในการนำเสนอข่าว การทำข่าวต้องยึดหลักจริยธรรมสื่อมวลชน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาอรรถรสในการนำเสนอให้ดี เราต้องหาจุดสมดุลระหว่างสิ่งที่คนดูอยากรู้กับสิ่งที่พวกเขาควรรู้ เพราะข่าวบางเรื่องมันอาจไม่ตอบโจทย์เรตติ้ง แต่กลับมีประโยชน์ต่อผู้ชมและสังคม”
เรื่อง: วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม ถ่ายภาพ: ธีรเมธ เชิดวงศ์ตระกูล
