
ตอนนี้คุณใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียตัวไหนกันบ้าง? หากคุณใช้เฟซบุ๊กหรืออินสตาแกรม คุณอาจไม่รู้ว่าเจ้าของแพลตฟอร์มทั้งสองนี้ไม่ยอมให้ลูกๆ ของพวกเขามีบัญชีในแพลตฟอร์มที่พวกเขาก่อตั้งขึ้นมาเอง
เมื่อเจ้าของติ๊กต็อกถูกถามจากสื่อต่างชาติว่าเขาอนุญาตให้ลูกของเขามีบัญชีติ๊กต็อกหรือไม่ เขาก็ตอบแบบตะกุกตะกักว่า 'ไม่ เพราะพวกเขายังเด็กเกินไป' แต่เมื่อพิธีกรแย้งว่ามีเด็กจำนวนมากที่มีบัญชีติ๊กต็อก เจ้าของแพลตฟอร์มออนไลน์ชื่อดังนี้กลับตอบว่าแพลตฟอร์มของเขามีการตั้งค่าความปลอดภัยที่พ่อแม่สามารถควบคุมได้ (คำตอบที่ไม่ได้แสดงถึงความรับผิดชอบมากนัก)
ส่วนเจ้าของทวิตเตอร์ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่มักเต็มไปด้วยข้อมูลเท็จและข่าวลือ แจ็ค ดอร์ซีย์ ได้ขายหุ้นทั้งหมดให้กับอีลอน มัสก์แล้ว
ปัจจุบันโซเชียลมีเดียกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้คนในยุคนี้ แพลตฟอร์มเหล่านี้กำลังกลายเป็นแหล่งรวมอาชญากรรมต่างๆ ที่สามารถดึงเงินจากกระเป๋าคนได้อย่างง่ายดาย และมีมูลค่ามหาศาลเกินกว่าที่เราจะคาดคิด โซเชียลมีเดียสร้างความเชื่อใจระหว่างผู้คน และความเชื่อใจก็กลายเป็นเครื่องมือในการหลอกลวง ซึ่งเป็นจิตวิทยาที่คล้ายคลึงกับการที่เราไว้ใจคนใกล้ชิด และคนใกล้ชิดเหล่านั้นแหละที่สามารถหลอกเราได้อย่างแนบเนียนที่สุด
1. เพราะการไม่เชื่อใครโดยง่าย ทำให้คุณต้องใช้พลังสมองมากกว่าปกติ
ลองจินตนาการว่าคุณตื่นมาในเช้า ๆ แล้วเริ่มตั้งคำถามกับทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณพบเจอ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณสงสัยในทุก ๆ คนที่คุณพบ เช่นเมื่อคุณขึ้นรถเมล์และเห็นคนขับดูเหมือนจะไม่มีแรงหรือไม่ได้นอน คุณอาจจะสงสัยว่าคนขับรถอาจดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนมาขับหรือไม่ หรือเมื่อคุณสั่งกาแฟจากร้านประจำ ถ้าคุณคิดมากเกินไป คุณอาจสงสัยว่าเจ้าของร้านล้างมือก่อนชงกาแฟให้คุณหรือเปล่า นี่คือลักษณะของการไม่เชื่อใครง่าย ๆ ที่ทำให้คุณต้องเหน็ดเหนื่อยไปกับการคิดตลอดเวลา
การคิดในแบบที่ไม่เชื่อใครง่าย ๆ อาจทำให้คุณกลายเป็นคนมองโลกในแง่ลบไปเรื่อย ๆ ดังนั้น เมื่อคุณเห็นโพสต์จากเพื่อนในโซเชียลมีเดีย คุณอาจไม่ทันสังเกตหรือทักท้วงอะไรเลย บางครั้งคุณอาจลืมตรรกะแล้วไปเชื่อในสิ่งที่เพื่อนของคุณโพสต์ไว้ในโซเชียลมีเดีย ดังนั้นการเชื่อข้อความที่เพื่อนส่งมาหรือแชร์ในโซเชียลมีเดียจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
2. เพราะหากคุณเลือกที่จะไม่เชื่อใครง่าย ๆ คุณอาจกลายเป็นคนที่แตกต่างจากคนอื่น
ในยุคปัจจุบัน สิ่งที่เราเคยเชื่อมาแต่ก่อนกำลังถูกตั้งคำถามและมีแนวคิดใหม่ ๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเพิ่มขึ้นทุกวัน การเลือกที่จะไม่เชื่อในบางเรื่องอาจทำให้คุณรู้สึกเหมือนกับการอยู่ในโลกที่ไม่เป็นที่ยอมรับ แต่ในทางกลับกัน ถ้าคุณไม่กล้าโต้แย้งหรือเลือกที่จะยอมรับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เช่นในโลกโซเชียลมีเดียที่มีการแชร์ข้อมูลเท็จอย่างแพร่หลาย คุณอาจกลายเป็นคนที่ไม่กล้าแสดงความเห็นหรือคิดต่างจากคนหมู่มาก
ตัวอย่างเช่น ในกลุ่มไลน์ของเพื่อน ๆ นักเรียน มักจะมีเพื่อนบางคนที่นำข้อมูลผิด ๆ มาฝากกันโดยไม่ตรวจสอบก่อน อ้างว่าข้อมูลนั้นได้มาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ แม้คุณจะรู้ว่าเป็นข่าวปลอม แต่คุณเลือกที่จะเงียบ ไม่ขัดแย้งกับใคร นี่คือการปล่อยให้ข้อมูลผิด ๆ แพร่กระจายไปและทำให้ผู้ที่ไม่รู้เกิดความเข้าใจผิดและเกิดผลกระทบในภายหลัง
3. ถ้าคุณสงสัยมากเกินไป คุณอาจถูกมองเป็นคนที่น่ารำคาญ
คนที่สงสัยในทุกเรื่องในสมัยนี้มักถูกมองว่าเป็นคนที่มองโลกในแง่ร้าย ทั้ง ๆ ที่บางครั้งความสงสัยนั้นเกิดขึ้นจากข้อมูลที่ได้รับการบิดเบือนจากแหล่งต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น การหลอกลวงในธุรกิจแชร์ลูกโซ่ที่ใช้คำพูดชวนเชื่อว่า ลงทุนน้อยแต่ได้กำไรมาก ซึ่งทุกคนรู้ดีว่ามันไม่มีจริง และไม่เคยมีใครที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจแบบนั้นจะออกมาเผยแพร่เคล็ดลับสำเร็จ แต่ยังคงมีคนหลงเชื่อ เพราะเห็นตัวอย่างที่ดูเหมือนจะสำเร็จ ทั้งที่ในความจริงมันไม่สามารถเชื่อถือได้เลย
เมื่อมีคนตั้งคำถามเกี่ยวกับความผิดปกติขึ้นมา บางครั้งคนเหล่านั้นจะถูกมองว่าอิจฉาความสำเร็จของผู้อื่น และไม่ต้องการให้คนอื่นประสบความสำเร็จ ทั้งที่ในความจริง การตั้งคำถามนั้นมีเหตุผลที่ควรให้ความสนใจและยอมรับ คนที่ตั้งคำถามบ่อยๆ มักจะถูกขับไล่ออกจากกลุ่ม และสุดท้าย ความเชื่อที่ผิดเพี้ยนจากการลงทุนในสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ ก็จะกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนในกลุ่มเชื่ออย่างจริงจัง ทั้งที่มันไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริงๆ
4. เพราะคนเรามักจะไว้วางใจคนที่อยู่ใกล้ตัวได้ง่าย
จริงๆ แล้วมนุษย์มักจะเชื่อใจคนอื่นโดยไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะการมีความเชื่อมั่นจะทำให้จิตใจของเรารู้สึกผ่อนคลาย และโลกโซเชียลก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ช่วยสร้างมิตรภาพให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อเรามีการติดต่อสื่อสารกันบ่อยๆ ทางโซเชียล เราก็เริ่มสร้างความสัมพันธ์และไว้ใจคนที่ไม่เคยพบเจอตัวจริง หรือไม่เคยรู้จักมาก่อน เพียงแค่เห็นชีวิตที่พวกเขาโพสต์ในแพลตฟอร์ม แต่เมื่อเริ่มพูดคุยกันบ่อยๆ ความไว้วางใจก็เริ่มเกิดขึ้น
เมื่อเราพูดคุยและเห็นโพสต์ของเพื่อนในโซเชียลบ่อยๆ ความเชื่อมั่นในตัวเพื่อนแปลกหน้าก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย และเมื่อถึงเวลาที่เพื่อนแปลกหน้าในโซเชียลขอให้เราลงทุน หรือซื้อสินค้าทางออนไลน์ แม้ว่าเราจะไม่เคยเห็นของจริงมาก่อน เราก็พร้อมจะทำ ทั้งนี้เพราะเรามีความเชื่อใจในตัวเขา และแม้จะถูกโกงไปบ้าง เราก็ยังคงไว้ใจเขาอยู่ดี เพราะคิดว่าเขาคือเพื่อนที่เราเชื่อใจ ซึ่งการศึกษาทางจิตวิทยาก็พบว่า เมื่อคนเราโดนโกงจากเพื่อนที่สนิท หรือคนในครอบครัว เราก็มักจะยอมให้พวกเขากลับมาทำผิดซ้ำอีก
5. เพราะเรามักจะสนใจเรื่องราวความสำเร็จของคนอื่นมากกว่าข่าวสารทั่วไป
ในโซเชียลมีเดียจะเต็มไปด้วยเรื่องราวความสำเร็จจากเพื่อนในชีวิตประจำวัน ยิ่งถ้าคุณมีเพื่อนในโซเชียลมากเท่าไร ภาพเหล่านี้จะยิ่งปรากฏบ่อยขึ้นในหน้าฟีด ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนจากโรงเรียน เพื่อนที่ทำงาน หรือแม้แต่ญาติสนิท ในโซเชียลทุกคนต่างชอบโพสต์ความสำเร็จของตนเองโดยไม่สนใจความจริงที่ซ่อนอยู่ หลังจากนั้น ทุกคนก็เริ่มฝันถึงความสำเร็จในชีวิตของตนเอง เช่น “ถ้าคนนี้ทำได้ ฉันก็ทำได้”
แน่นอนว่าเมื่อเพื่อนในโซเชียลโพสต์เรื่องราวหรือความสำเร็จ เราก็มักจะร่วมแสดงความยินดีและให้กำลังใจ แต่ลึกๆ แล้วเราเองก็รู้สึกอยากมีสิ่งนั้นเหมือนกัน เช่นเดียวกับหญิงสาวที่เห็นเพื่อนโพสต์ภาพในชุดว่ายน้ำพร้อมกับแนะนำผลิตภัณฑ์ลดความอ้วน โดยที่ภาพของเพื่อนดูมีหุ่นสวยขึ้นในเวลาไม่นาน และหลายคนจึงอยากมีหุ่นแบบนั้นบ้าง ดังนั้น พวกเธอจึงตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์นั้นโดยไม่รู้เลยว่าเบื้องหลังความสำเร็จของเพื่อนคนนั้นอาจมาจากการใช้บริการคลินิกเสริมความงาม
นี่คือ 5 เหตุผลหลักที่ทำให้คนเรามักจะเชื่อในสิ่งที่เห็นหรืออ่านบนโซเชียลมีเดียมากกว่าการใช้ตรรกะและเหตุผล ส่วนใหญ่แล้วผู้คนมักจะตาสว่างก็ต่อเมื่อได้เจอผลกระทบจากการเชื่อสิ่งเหล่านั้นด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวดทางร่างกายหรือการสูญเสียทรัพย์สินเงินทอง ดังนั้น ก่อนที่จะเชื่อสิ่งใดบนโซเชียลมีเดีย ควรถามตัวเองให้ดีเสียก่อน เพราะหากไม่ระวัง คุณอาจกลายเป็นเหยื่อได้ และที่สำคัญเจ้าของแพลตฟอร์มต่างๆ ก็ไม่ได้มีความรับผิดชอบใดๆ ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
