"สาเหตุที่การออกกำลังกายไม่เห็นผลลัพธ์ชัดเจน เป็นเพราะเราแค่ไปออกกำลังกาย แต่ไม่ได้ฝึกซ้อมอย่างจริงจัง"
การออกกำลังกายเป็นเรื่องดีสำหรับผู้ที่เริ่มต้น เพราะมันช่วยให้ร่างกายเคลื่อนไหวและสนุกสนาน ส่งผลดีต่อสุขภาพ ช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น เพิ่มการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน เพิ่มการเผาผลาญพลังงาน กระตุ้นระบบย่อยอาหาร ทำให้การนอนหลับดีขึ้น และลดความเครียด เป็นต้น
แต่ถามว่าแค่การออกกำลังกายเพียงพอหรือไม่ในการเห็นผลลัพธ์ที่ต้องการ เช่น ร่างกายที่กระชับขึ้น ลีนขึ้น เพิ่มกล้ามเนื้อ กล้ามหน้าท้องชัดขึ้น หรือเพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกายและการแข่งขัน ผมขอตอบว่าแค่ไปออกกำลังกาย "ไม่พอ" การที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากการออกกำลังกายส่วนใหญ่เกิดจากสาเหตุหลัก ๆ เช่น
- การออกกำลังกายที่เบาเกินไป
- การออกกำลังกายน้อยเกินไป
- การออกกำลังกายที่ไม่สม่ำเสมอ
- รูปแบบของการออกกำลังกายไม่ตรงกับเป้าหมาย
- การออกกำลังกายที่ไม่ต่อเนื่องและไม่พอเพียง
- ความใจร้อน เมื่อไม่เห็นผลใน 1-2 สัปดาห์ก็ท้อและเลิกเร็วเกินไป
ความแตกต่างระหว่าง “การออกกำลังกาย” และ “การฝึกซ้อมหรือเทรน” คือ “โปรแกรมการฝึกซ้อม” และ “เป้าหมายการออกกำลังกาย” เมื่อรู้ว่าในแต่ละวันเราควรทำอะไรบ้าง ไม่ใช่แค่ไปวิ่งหรือไปยกเวทเพื่อให้เหนื่อย แต่ต้องรู้ความเร็วที่วิ่งและน้ำหนักที่ยก เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างแท้จริง (ยังไม่นับรวมเรื่องการวางแผนการกินให้เหมาะสมกับกิจกรรมและเป้าหมายด้วย)

หากเราต้องการให้การออกกำลังกายเห็นผล เราต้องมีการศึกษาและวางแผนการออกกำลังกายอย่างจริงจัง เราสามารถใช้หลัก F I T T ซึ่งประกอบด้วย Frequency, Intensity, Type และ Time เพื่อออกแบบโปรแกรมฝึกซ้อมของเราได้
มาดูกันว่าหมายถึงอะไรบ้าง โดยจะเริ่มจากตัว T ก่อนครับ
1. Type คือ รูปแบบของการออกกำลังกาย ที่แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักที่เราควรทำให้ครบในแต่ละสัปดาห์ ได้แก่
-Cardio Respiratory Training การออกกำลังกายที่ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวติดต่อกัน เช่น เดินขึ้นที่สูง วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เต้น หรือ circuit training เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของระบบหัวใจ ปอด และการไหลเวียนเลือด รวมถึงการเผาผลาญพลังงาน
- Resistance Training การออกกำลังกายที่ใช้แรงต้าน ไม่ว่าจะเป็นจากอุปกรณ์ แรงโน้มถ่วง หรือแรงจากน้ำหนักตัว เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ระบบประสาท และกระดูก
- Flexibility & Mobility Training การฝึกเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ เอ็น และข้อต่อ เช่น โยคะ หรือการยืดเหยียดแบบ dynamic stretching เพื่อให้ร่างกายทำกิจกรรมต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น
