
เมื่อไม่นานมานี้ได้มีโอกาสไปเดินห้างในเชียงใหม่ เห็นครอบครัวหนึ่งคุณพ่อคุณแม่อายุประมาณสี่สิบปี เด็กน้อยสองคนกำลังจูงมือคุณพ่อ ส่วนคุณแม่เข็นรถเข็นคุณยายและคุณตาก็เดินอยู่ข้าง ๆ เป็นภาพที่อบอุ่นแต่ก็ทำให้เข้าใจถึงความเหนื่อยยากในการเป็นสมาชิกในครอบครัวใหญ่ที่เป็นเจนเนอเรชั่นกลาง
การดูแลผู้สูงอายุในบ้านเป็นงานที่ต้องใช้เวลาหลายวัน รวมทั้งการพบหมอหลายคน เช่น หมอตา หมอหู หมอกระดูก หมอสมอง หมอหัวใจ รวมถึงการดูแลลูกน้อยที่ต้องไปโรงเรียนและทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น เรียนพิเศษ หรือไปงานวันเกิดเพื่อน ทุกอย่างต้องจัดการอย่างมากมายสำหรับพ่อแม่ในยุค Sandwich Generation
คำว่า ‘Sandwich Generation’ หมายถึงกลุ่มคนที่อยู่ตรงกลางระหว่างผู้สูงอายุในบ้านที่มีอายุมากกว่า 65 ปี และเด็ก ๆ ที่อายุน้อยกว่า 18 ปี ซึ่งเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบในการจัดการและตัดสินใจในหลาย ๆ เรื่องของครอบครัว
การทำแบบทดสอบโดย Pew Research Center พบว่ามากกว่า 23% ของครอบครัวอเมริกันอยู่ในสถานะ Sandwich Generation โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไปที่มีสัดส่วนถึง 54% ในบ้านเรา ข้อมูลจาก สสส. ระบุว่าครอบครัวที่มีสามเจนเนอเรชันอยู่รวมกันเพิ่มขึ้นจาก 26.5% เป็น 35.7% โดยผู้ที่เป็นพ่อแม่กลางจะช่วยทั้งสองฝ่ายอยู่เสมอ
การดูแลทั้งคนแก่และเด็กในครอบครัวเป็นสิ่งจำเป็นและเติมเต็มความอบอุ่น แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันต้องใช้พลังงานมาก บางครั้งเหนื่อยกายไม่เท่าไหร่ แต่เหนื่อยใจหนักยิ่งกว่า เด็กดื้อยังเตือนกันได้ แต่คนแก่ดื้อไม่ฟัง คำว่าเหนื่อยไม่หยุดก็ต้องนึกถึงเรื่องการเงินด้วย เพราะต้องดูแลคนแก่ที่ต้องการรักษาพยาบาลและการรักษาอื่น ๆ รวมถึงเด็กที่ต้องเสียค่าเทอม ค่ารักษา ค่าสถานศึกษา ค่าของใช้ต่าง ๆ รวมถึงค่ามือถือของเด็กที่โตขึ้น
เป็นภาระที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบในการเป็นลูกที่ดีดูแลพ่อแม่ และการเป็นพ่อแม่ที่ดีให้กับลูก แม้เราจะมีเงินก็ตาม แต่ความรู้สึกผิดที่จะไม่ดูแลพ่อแม่ในยามชรา ก็ทำให้ไม่อยากย้ายไปสร้างครอบครัวใหม่ แม้จะสามารถจ้างพี่เลี้ยงดูแลลูกได้ แต่ก็ยังเจอปัญหาความเชื่อใจที่ต้องให้คนอื่นเลี้ยงลูกแทน การอยู่ในสภาวะนี้ทำให้หลายครอบครัวรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ในประเทศที่การช่วยเหลือจากรัฐบาลแทบจะไม่มี ปัญหานี้จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น โดยสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ได้ระบุว่าในปี 2565 ประเทศไทยจะกลายเป็น “สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์” โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปคิดเป็นร้อยละ 20 ของจำนวนประชากรทั้งหมด และในปี 2576 ประเทศไทยจะกลายเป็น “สังคมสูงอายุระดับสุดยอด” โดยมีประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปคิดเป็นร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด
คำถามคือคนที่เป็น ‘Sandwich Generation’ ควรทำยังไงดีล่ะ?
ขั้นแรกต้องเข้าใจว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัญหานี้ได้ ต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของสังคมทำให้สถานการณ์กลายเป็นแบบนี้ สิ่งที่ทำได้คือหันมาหาเวลาให้ตัวเองและขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง ถ้ามีญาติพี่น้องที่สามารถช่วยได้ ก็ควรให้พวกเขาช่วยดูแลสร้างเครือข่ายการช่วยเหลือกัน และหากมีพี่น้องที่ไว้วางใจได้ ก็สามารถฝากเด็ก ๆ ไว้สักสองสามชั่วโมงต่ออาทิตย์เพื่อให้ได้มีเวลาเติมพลังให้ตัวเอง จำไว้ว่าคุณไม่สามารถทำทั้งหมดนี้ได้คนเดียว
เจสสิก้า สเติร์น (Jessica Stern) นักวิจัยด้านจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียได้กล่าวถึงความสำคัญของการดูแลตัวเองอย่างจริงจัง เช่น การนอนหลับให้เต็มที่ การกินอาหารที่ดี การดื่มน้ำอย่างพอเพียง และที่สำคัญที่สุดคือการเชื่อมโยงกับผู้อื่น เธอกล่าวว่า “มันเป็นการทุ่มเททั้งแรงงานทางอารมณ์ที่เราต้องทำให้ดีที่สุด เราต้องควบคุมอารมณ์ของตัวเอง ให้ความฉลาดทางอารมณ์ในความสัมพันธ์กับผู้อื่น และควบคุมตนเองให้ได้”
มนุษย์เราได้พัฒนาตนเองมาโดยการพึ่งพาซึ่งกันและกันในสังคม การสร้างความผูกพันและการอยู่ร่วมกัน รวมถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพจิตที่ดี เพราะเรารู้สึกมีค่าเมื่อได้ดูแลและรักผู้อื่น
อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยได้คือการขอความช่วยเหลือจากคนอื่น และการระบายความรู้สึกกับคนที่เราไว้ใจ ไม่ว่าจะเป็นนักจิตวิทยา คนรัก ครอบครัว หรือเพื่อนสนิท การระบายความเครียดออกไปเมื่อรู้สึกหนักใจ จะช่วยให้ความรู้สึกเหล่านั้นเบาลงได้
อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยได้คือการปรับมุมมองของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้ดีขึ้น การดูแลคนแก่และเด็กในบ้านนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่คำแนะนำคือให้มองให้เป็นเรื่องสนุก มองว่าโชคดีที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับคนที่เรารัก (แม้บางครั้งจะมีการทะเลาะกันบ้าง) เครียดบ้าง ผ่อนคลายบ้าง ทะเลาะกันบ้าง ทำความเข้าใจกันบ้าง สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ และอย่าลืมแสดงความรักให้กันบ่อย ๆ
แน่นอนว่าคุณจะยังคงรู้สึกเหนื่อยจากการเป็น ‘Sandwich Generation’ ต้องดูแลทั้งคนแก่และจัดการกับลูก ๆ แต่เราสามารถทำให้สิ่งเหล่านี้เบาลงได้ แม้จะเป็นเพียงแค่เล็กน้อยก็ยังดี
