
คำว่า Quiet Quitting กลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงกันมากในช่วงหลังๆ โดยแปลตรงตัวคือ 'การลาออกเงียบๆ' แต่ที่จริงแล้วมันไม่ได้หมายถึงการลาออกจากงาน แต่คือการกำหนดขอบเขตการทำงานให้ชัดเจน ไม่ทุ่มเทเกินไป และไม่เชื่อว่าการทำงานหนักจะนำมาซึ่งผลดีเสมอไป โดยให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น
หากสรุปง่ายๆ Quiet Quitting คือการที่พนักงานทำหน้าที่และความรับผิดชอบของตัวเองให้เสร็จตามที่กำหนดแล้วก็พอ เพื่อให้สามารถใช้เวลาที่เหลือเพื่อชีวิตส่วนตัวและรักษาความสมดุลระหว่างงานกับชีวิต
ในความเป็นจริง แนวคิดนี้ไม่ได้ใหม่อะไรเลย Quiet Quitting เพียงแค่เป็นชื่อที่ถูกเรียกขึ้นมาใหม่เท่านั้น แน่นอนว่าไม่มีอะไรผิดที่คนเราจะให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและชีวิตของตัวเอง แต่จากมุมมองขององค์กรหรือบริษัท โดยเฉพาะรุ่นก่อนๆ อาจมองว่าคนรุ่นใหม่ไม่มีความอดทน ไม่ทุ่มเทกับงาน และทำแค่เท่าที่จำเป็น
สาเหตุหลักที่ทำให้เกิด Quiet Quitting คือความเครียดจากการทำงานที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงความเหนื่อยล้าจากปัญหาที่ต้องเผชิญ ซึ่งทุกคนต่างพยายามหาจุดสมดุลในชีวิต เพื่อไม่ให้ตัวเองจมอยู่กับความเครียด
จากมุมมองของบริษัท ควรเข้าใจและสนับสนุนให้พนักงานมีเวลาพักผ่อน ไม่ว่าจะเป็นการพักกลางวันหรือการพักร้อน และไม่ควรรบกวนเมื่อพวกเขากำลังใช้ชีวิตส่วนตัว เช่น การไม่ตามงานหลังเลิกงาน ควรเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และเห็นโอกาสในการเติบโตในองค์กร เพื่อที่องค์กรจะได้ผลลัพธ์ที่ดีจากการทำงาน
เรื่องนี้ได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากสุขภาพกายและจิตใจมีความสำคัญมาก พนักงานที่มีสุขภาพดีทั้งร่างกายและจิตใจ จะสามารถทำงานได้เต็มที่และช่วยให้งานสำเร็จได้ดีขึ้น ดังนั้นมันเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญและทำความเข้าใจกัน เพราะถ้าละเลย Quiet Quitting อาจนำไปสู่การลาออกจริงๆ
