
หลายครอบครัวกังวลใจอย่างหนักเมื่อเห็นลูกเติบโตขึ้นและต้องเผชิญกับโลกใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การเริ่มต้นเข้าเรียนที่โรงเรียนทำให้พ่อแม่ไม่สามารถตามลูกไปทุกที่เหมือนเมื่อก่อน อีกทั้งยังมีความกังวลในเรื่องการไว้ใจครูจากข่าวลือที่ออกมาอย่างต่อเนื่องว่ามีเหตุการณ์ครูทำร้ายเด็ก พ่อแม่มักรู้สึกว่าแม้จะส่งลูกเรียนที่โรงเรียนเอกชนที่มีค่าเทอมสูง ก็ยังไม่สามารถวางใจได้ในการดูแลลูก และมันยากที่จะคาดหวังให้ครูดูแลลูกในกลุ่มเด็กจำนวนมากได้อย่างทั่วถึงและมีความใส่ใจ
พ่อแม่มักคิดว่าตัวเองจะเป็นคนที่สามารถดูแลลูกได้ดีที่สุด และบางครั้งก็รู้สึกว่าไม่มีใครสามารถทำได้ดีเท่ากับตัวเอง แต่ในความเป็นจริง พ่อแม่ไม่สามารถตามลูกไปทุกที่ได้ตลอดเวลา เมื่อเด็กโตขึ้น พวกเขาก็ต้องการอิสระจากการดูแลของพ่อแม่ และการไปโรงเรียนก็ทำให้พวกเขาเริ่มห่างจากการดูแลของพ่อแม่ จึงมีความจำเป็นที่พ่อแม่ต้องเตรียมลูกให้พร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ โดยสอนทักษะชีวิตพื้นฐานให้เด็กได้เรียนรู้
ความรู้เกี่ยวกับเรื่องเพศ
ในช่วงวัยเด็กเล็กตั้งแต่อนุบาลจนถึงประถม พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องสอนในเชิงลึกเรื่องเพศศึกษา แต่สิ่งที่สำคัญคือการสอนให้เด็กเข้าใจว่าอะไรคือพฤติกรรมที่ไม่ควรยอมรับ เช่น การถูกเนื้อต้องตัว การถูกโอบกอดหรือการหอมจากคนอื่นโดยเฉพาะเพศตรงข้าม การที่เด็กควรปฏิเสธการกระทำเหล่านี้และขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ทันทีเมื่อรู้สึกไม่สบายใจ หรือเมื่อเกิดสถานการณ์ที่อาจจะเข้าข่ายการล่วงละเมิดทางเพศ
ข่าวเกี่ยวกับเด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศมักเกิดขึ้นจากคนใกล้ตัวที่เด็กไว้ใจ ซึ่งบางครั้งเด็กเองไม่รู้ว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัย การที่เด็กต้องออกไปใช้ชีวิตที่โรงเรียนและอยู่ห่างจากพ่อแม่ทำให้ไม่สามารถรู้ได้ว่าวันๆ เด็กเจออะไรบ้าง หากเกิดเหตุการณ์ที่ใช้กำลังขึ้นมา เด็กก็อาจไม่สามารถต่อสู้ได้ แต่การสอนพื้นฐานในเรื่องการปฏิเสธและการขอความช่วยเหลือจะช่วยให้เด็กระมัดระวังและสามารถแยกแยะสถานการณ์ที่อาจเกิดอันตรายได้ โดยเด็กควรปฏิเสธและหาความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว และอย่าปิดบังพ่อแม่เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือทันที
อย่าเชื่อใจใครมากเกินไป
หลายๆ ครอบครัวสอนลูกให้ระมัดระวังไม่ไว้ใจคนแปลกหน้า แต่ในโลกปัจจุบันนั้นอาจไม่เพียงพอ เพราะบางครั้งคนใกล้ตัวกลับเป็นอันตรายที่สุด คนที่เราเห็นหน้ากันทุกวันและรู้จักกันดี บางทีอาจกลับกลายเป็นคนที่ทำให้เราต้องเจ็บปวดที่สุดได้ สุดท้ายลูกอาจจะรู้สึกว่า “เพราะเห็นว่าเป็นคนดี เชื่อใจได้ ก็ไม่คิดว่าเขาจะทำแบบนี้” เด็กยังไม่มีวิจารณญาณเหมือนผู้ใหญ่ พวกเขามองไม่ออกว่าตัวเองกำลังอยู่ในอันตราย เพียงเพราะคนนี้เป็นคนที่พ่อแม่รู้จัก จึงไว้วางใจไปโดยไม่ทันคิดให้รอบคอบ
ดังนั้น การสอนให้ลูกไม่ไว้วางใจใครมากเกินไปนั้นจะดีกว่า บอกลูกว่าอย่าเชื่อใครที่ไม่ใช่พ่อแม่ และหากมีคนมาบอกว่าพ่อแม่ให้มารับตัว อย่าไปโดยที่พ่อแม่ไม่ได้แจ้งล่วงหน้า มันจะช่วยให้เด็กระมัดระวังตัวมากขึ้น และรู้จักปฏิเสธหากใครมาชวนไปไหนโดยไม่รู้สึกถึงอันตราย เมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้ให้ไปหาครูหรือผู้ใหญ่ใกล้ตัวเพื่อขอความช่วยเหลือ พวกเขายังไม่สามารถแยกแยะได้ดีว่าใครคือคนดีหรือคนร้ายเหมือนผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์มากกว่า
หากถูกทิ้งไว้ในรถ
เหตุการณ์เด็กถูกลืมทิ้งไว้ในรถจนเสียชีวิตเกิดขึ้นบ่อยเกินไปในสังคมไทยและส่วนใหญ่เกิดจากความสะเพร่าและความประมาทของพ่อแม่เอง การลืมลูกไว้ในรถส่วนตัวของตนเองนั้นเป็นสิ่งที่น่าเศร้ามาก เพราะมันสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พร้อมในการดูแลและปกป้องลูก สถานการณ์เช่นนี้มักจะเกิดขึ้นจากการที่พ่อแม่ไม่ได้ใส่ใจลูกเพียงพอ การลืมลูกในรถนักเรียนก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นเช่นกัน ถึงแม้ว่าจะเป็นลูกของคนอื่นก็ตาม เพราะพ่อแม่รู้ดีว่าไม่มีใครที่จะดูแลลูกได้ดีกว่าตัวเอง และเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้มันยิ่งทำให้เจ็บปวดใจมากขึ้น
การที่เด็กต้องจากไปก่อนวัยอันควรเพราะความประมาทและความสะเพร่าในความดูแลของพ่อแม่เป็นเรื่องที่น่าสลดใจอย่างยิ่ง เด็กไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ดีเท่ากับผู้ใหญ่ ดังนั้นการสอนทักษะชีวิตพื้นฐานให้กับเด็ก เช่น การขอความช่วยเหลือหรือวิธีการเอาตัวรอดจากสถานการณ์ฉุกเฉิน จะช่วยให้พวกเขามีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น หากวันหนึ่งพ่อแม่ไม่สามารถตามดูแลลูกได้อย่างใกล้ชิด เช่น ตอนที่เด็กนอนหลับในรถตู้รับส่งนักเรียน พ่อแม่ต้องสอนลูกให้รู้วิธีการทำให้คนขับรู้ตัว เช่น การกดแตรรถ เคาะกระจก หรือแม้กระทั่งการปลดล็อกประตูรถเพื่อขอความช่วยเหลือในกรณีที่จำเป็น
เด็กติดเทคโนโลยี
เด็กยุคนี้เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่เข้าถึงง่าย ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นเรื่องที่พวกเขาคุ้นเคย ตั้งแต่เด็กๆ พวกเขาก็เริ่มเล่นโทรศัพท์มือถือไปแล้ว ซึ่งบางทีต้นเหตุที่ทำให้เด็กติดมือถือก็เกิดจากพ่อแม่ที่ ‘ใช้มือถือเลี้ยงลูก’ โดยไม่รู้ตัว ปล่อยให้เด็กจมอยู่กับหน้าจอเพื่อให้ตัวเองได้ทำกิจกรรมอื่นๆ จนเด็กกลายเป็นผู้ติดจอไปโดยไม่ทันตั้งตัว แม้เมื่อพ่อแม่สังเกตเห็นแล้วว่าเริ่มติดมือถือเกินไป ก็ไม่สามารถดึงตัวเด็กออกจากมันได้แล้ว เพราะเป็นพ่อแม่เองที่มอบโทรศัพท์ให้เด็กเป็นเพื่อนเล่นตั้งแต่แรก
เนื่องจากเด็กยังขาดประสบการณ์และวิจารณญาณที่ดี พวกเขายังไม่สามารถแยกแยะอะไรได้เองว่าควรทำหรือไม่ควรทำ พ่อแม่จึงจำเป็นต้องคอยควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด เด็กไม่สามารถรู้ได้เองว่าเนื้อหาที่ดูบนโลกออนไลน์นั้นดีหรือไม่ดี คอนเทนต์ต่างๆ ในโซเชียลมีเดียมีทั้งข้อดีและข้อเสีย หากผู้ปกครองไม่คอยดูแลการใช้งานของเด็ก การปล่อยให้เด็กใช้มือถือโดยไม่มีการควบคุมอาจนำไปสู่ปัญหาต่างๆ ที่ยากจะแก้ไขได้ การสอนให้เด็กใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างปลอดภัยและตรวจสอบสิ่งที่เด็กดูอยู่บ่อยๆ จะช่วยให้เด็กเข้าใจถึงความเสี่ยงและการใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติ
การเลือกเพื่อน
เพื่อนคือผู้ที่มีอิทธิพลอย่างมากในชีวิตของเด็กและวัยรุ่น เมื่อเด็กๆ เริ่มเข้าสังคมและได้พบปะกับคนอื่นๆ พวกเขาจะค่อยๆ เรียนรู้และปรับตัวเข้ากับกลุ่มคนใหม่ หากเลือกเพื่อนที่ไม่ดี อาจทำให้เด็กทำตามพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เพื่อต้องการให้ตัวเองได้รับการยอมรับจากกลุ่ม พ่อแม่จึงต้องใส่ใจและดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด โดยไม่ควรทำให้เด็กอึดอัดหรือรู้สึกถูกจับผิด ควรสอนให้พวกเขารู้จักแยกแยะว่าเพื่อนประเภทไหนที่ไม่ควรคบ หากพวกเขาได้รับการสอนอย่างดี พวกเขาจะสามารถเลือกเพื่อนที่ดีและถอยห่างจากคนที่ไม่ดีได้เอง
อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจคือเด็กที่ไว้วางใจเพื่อนสนิทของตัวเองเกินไป พวกเขามักจะคิดว่าเพื่อนคือคนที่ไว้ใจได้และเป็นทุกอย่างในชีวิต แต่ก็ไม่คาดคิดว่าเพื่อนอาจหลอกลวงได้ เช่นกรณีเด็กมัธยมในไต้หวันที่หลอกเพื่อนสนิทไปขายที่กัมพูชาเพราะเห็นแก่เงิน 4 แสนบาท หรือเด็กหญิงในบ้านเราที่หลอกเพื่อนให้ไปกับกลุ่มผู้ชายเพื่อแลกกับเงิน เพื่อนอาจเป็นคนสำคัญในชีวิต แต่พ่อแม่ต้องสอนให้ลูกรู้จักเผื่อใจ ไม่ไว้วางใจใคร 100% เพราะการที่คนเรารู้จักกันแต่ไม่รู้ใจนั้นมันเป็นสิ่งที่อันตรายมาก
มารยาทในที่สาธารณะ
พ่อแม่ต้องสอนลูกให้เข้าใจว่า “ลูกคุณไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน” ต้องเตรียมตัวให้พร้อมเมื่อพาลูกออกไปนอกบ้าน การสอนมารยาทในที่สาธารณะเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ต้องรับผิดชอบ หากเด็กแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจนสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น พ่อแม่ต้องรับมือให้ได้และควบคุมลูกให้อยู่ในกรอบ ความรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของลูกเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ เพราะไม่ควรให้คนอื่นต้องเดือดร้อนจากพฤติกรรมของลูก และการที่พ่อแม่บอกว่า “ไม่มีลูกไม่รู้หรอก” นั้นไม่ได้หมายความว่าเราจะปล่อยให้ลูกทำตัวไม่ดีในที่สาธารณะได้
หลายครั้งที่คนอื่นพยายามจะเข้าใจพฤติกรรมของเด็กที่ดื้อ ซน เอาแต่ใจ ร้องไห้งอแง หรือแสดงออกก้าวร้าวเมื่อถูกขัดใจ ซึ่งเป็นธรรมชาติของเด็กที่ยังขาดวุฒิภาวะ แต่สิ่งที่คนอื่นไม่เข้าใจก็คือ ทำไมพ่อแม่ถึงไม่ควบคุมลูกให้ดี หรือสอนลูกให้รู้จักพฤติกรรมที่เหมาะสม การที่เด็กแสดงพฤติกรรมไม่ดีอย่างต่อเนื่องอาจสะท้อนถึงความบกพร่องในการเลี้ยงดูและควบคุมพฤติกรรมของพ่อแม่เอง เมื่อเด็กได้รับการเลี้ยงดูที่ตามใจและไม่มีกฎเกณฑ์ ก็อาจทำให้เด็กเติบโตเป็นคนที่ไม่เชื่อฟังและขาดความรับผิดชอบ ดังนั้น เมื่อมีคนต่อว่าหรือวิจารณ์ พ่อแม่ก็ต้องรับผิดชอบในการเลี้ยงลูกที่แสดงพฤติกรรมแบบนี้
