Converse และ Tyler, The Creator ได้เชิญครีเอทีฟรุ่นใหม่จำนวน 30 คนจาก 12 ประเทศทั่วโลก มาร่วมมือกันสร้างแนวทางใหม่ในการผลิตดนตรี โดยมีการผสมผสานแนวเพลงและวัฒนธรรมในโปรเจ็กต์ 'All Star Series' ที่จัดขึ้นที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เพื่อเฉลิมฉลองมุมมองที่ไม่เหมือนใครและการทำงานร่วมกันแบบตัวต่อตัว งานนี้ยังเปิดโอกาสให้ชุมชน All Stars ได้ร่วมงาน รวมถึงครีเอทีฟไทยหนึ่งในสมาชิก Converse All Stars อย่าง กอบกฤต ธิติธนวรรษ (@asianmudman) ที่ได้เข้าร่วมในครั้งนี้ด้วย


“ถ้าคุณมีความคิดสร้างสรรค์ มันก็ง่ายที่จะถูกตัดสินหรือถูกเข้าใจผิด” “บางครั้งเมื่อคุณแยกตัวออกมาและทำสิ่งที่แตกต่างออกไป แม้แต่ผู้ที่สนับสนุนคุณก็อาจไม่เข้าใจ เพราะเขาอาจจะไม่เห็นมุมมองเดียวกับคุณ การทำงานที่อยู่นอก Comfort Zone จะผลักดันให้คุณก้าวไปข้างหน้า ในเมื่อการทำงานในสิ่งที่เราถนัดนั้นง่ายแล้ว แต่การออกมาจากกรอบเดิมๆ คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นั่นแหละคือประสบการณ์จาก Converse All Star” - Tyler, The Creator
“การได้รับโอกาสที่ดีในการไปเยือนสถานที่ใหม่ๆ และพบปะผู้คนที่มาจากที่ต่างๆ ทำให้รู้สึกว่าโลกใบนี้เล็กลงเหมือนกับเราหมุนมุมมองโลกไปในทิศทางใหม่ เราได้เห็นและเรียนรู้มากขึ้น การได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์และเปิดมุมมองที่กว้างขึ้น เป็นประสบการณ์ที่ดีที่จะช่วยผลักดันทั้งการทำงานและการใช้ชีวิต” - กอบกฤต ธิติธนวรรษ @asianmudman สมาชิก Converse All Stars
การรวมตัวของครีเอทีฟที่มีทั้งความสามารถและภูมิหลังทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย ทำให้ผลงานใน All Star Series เป็นสิ่งที่ไม่เหมือนใครในโลกดนตรี ที่ยกระดับไปจากเพลงทั่วไป ตั้งแต่ Reggaeton, Brazilian Funk, Emo ไปจนถึง R&B ผลงานที่ได้รวบรวมอิทธิพลทางดนตรีและวัฒนธรรมจากแต่ละคนมาผสมผสานจนกลายเป็น 5 แทร็กที่แตกต่างแต่บอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง
- 'Puerta' (Door) ใช้เนื้อร้องทั้งภาษาสเปนและอังกฤษเพื่อสะท้อนถึงสองมุมมองของความเป็นผู้หญิง ทั้งความอ่อนโยนและความแข็งแกร่ง (@itsmebiancac @Ginelio_ @j.ustinli @noahdacosta_ @GRTSCH @Wunmilli)
- ‘On the low’ ผสมผสานทำนอง R&B และ Emo กับจังหวะที่หลวม ๆ เพลงนี้แสดงถึงความซับซ้อนในความรักและการสนับสนุนที่มีในความสัมพันธ์ (@chlobocoppp @reem @paniaxo @asianmudman @latejunemusic @egofreckles)
- 'Self-Care' เป็นเพลงที่นำเอาจิตวิญญาณของเครื่องเป่าจีนโบราณ Hulusi มาผสมกับเสียงของนักร้อง 4 คนที่มีพื้นฐานจากแร็พและ R&B (@mrs_fallback @mikkapedia @em.muso @Nyotaparker @boySoda @shixinwenyue)
- 'Our Next Is Now' เป็นเพลง EDM ที่รวมเอาการแร็ปที่มีเสน่ห์และเสียงร้องที่ทรงพลัง มันสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดว่า “สิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ตอนนี้มีความสำคัญ” (@Kyla.rain @tyrell.vanilla @only.jaycee @itsPricie @doyilee @isaacandrewsstudio)
- 'Together' ผสมผสานระหว่าง Brazillian Funk และ Trap ที่มีการแร็พในภาษาโปรตุเกสและการร้องภาษาอังกฤษ สื่อถึงธีมของความเฉลียวฉลาด ความสามัคคี และการมุ่งไปสู่เป้าหมาย (@cath_victoriano @Cxntion @soualadin @herapnacional @lydiatesema_ @Munjiy)

"ประสบการณ์กับ All Stars นี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Converse ที่สนับสนุนเส้นทางสายดนตรี ด้วยการเปิดโอกาสให้ศิลปินรุ่นใหม่ที่มีพลังได้แสดงบทบาทสำคัญมากยิ่งขึ้น" - Andres Kiger รองประธานฝ่ายการตลาดของ Converse Global Partner Markets กล่าว
"เราจะยังคงสนับสนุนการสร้างสรรค์และนวัตกรรมซึ่งเป็น DNA ของ Converse และสำหรับ The All Star Series: Sydney นี่คือก้าวสำคัญในเส้นทางของเราในการส่งเสริมความสามารถทางดนตรี และเรามีแผนที่จะต่อยอดสนับสนุนนักดนตรีหน้าใหม่ในอนาคต"
หลังจากโชว์เคสสุดสร้างสรรค์แล้ว เหล่า All Stars ได้รับโอกาสแสดงสดที่ Landsdowne Hotel สถานที่สำคัญในซิดนีย์ โดยเริ่มจากการแสดง EDM ของ Ginelio จากแอฟริกาใต้ ตามด้วย RNB จาก Pania จากออสเตรเลีย และสุดท้ายกับการแสดงของ Munjiy ดีเจชาวมาเลเซีย ที่สร้างบรรยากาศสนุกสนานจนปิดท้ายค่ำคืนอย่างสมบูรณ์

The All Star Series: ซิดนีย์ เป็นภาคที่สามของปีนี้ที่ร่วมกับ Tyler, The Creator พาร์ทเนอร์ของ Converse มาอย่างยาวนาน โดยซีรีส์แรกจัดขึ้นที่ลอสแองเจลิสเน้นศึกษาถึงอิทธิพลของความครีเอทีฟ ขณะที่ภาคที่สองในปารีสมุ่งเน้นไปที่กระบวนการของความครีเอทีฟ
