ในยามบ่ายของวันธรรมดา Mytour Men ได้มีการนัดสัมภาษณ์ทางไกลกับคู่แม่ลูกแสนพิเศษที่ไม่ค่อยได้ออกสื่อร่วมกันบ่อยนัก เขาคือ เจษ - เจษฎ์พิพัฒ ติละพรพัฒน์ หนุ่มรูปหล่อที่มีความสามารถรอบตัวและมักจะปฏิเสธหลายรายการหากมีการเชิญชวนครอบครัวมาร่วม แต่ในโอกาสพิเศษวันแม่ปี 2565 นี้ เราจึงได้เห็นความรักของลูกชายคนสุดท้องกับ คุณแม่ - อุทัยวรรณ ทรัพย์แสนยากร ผ่านเรื่องราวที่มีความสนุกสนานและความอบอุ่นที่ใครเห็นแล้วต้องยิ้มตาม
ภาพของคุณแม่และเจษในวัยเด็กชื่อของลูกชายและความหมายที่แท้จริง
ในวงการบันเทิงหลายคนเรียกเขาว่า เจษ - เจษฎ์พิพัฒ แต่สำหรับครอบครัวทุกคนจะเรียกเขาว่า 'ปอ' เด็กชายที่ขี้อายและชื่อของเขาก็มีความคล้ายคลึงกับพี่ชายอีกสองคน คือ 'ปอน' และ 'ปัน' สามพี่น้องตระกูลปอที่ คุณพ่อ-ภูมิพัฒน์ ติละพรพัฒน์ เป็นผู้ตั้งให้
คุณแม่ : สำหรับเจษฎ์พิพัฒ พระท่านตั้งชื่อให้ทั้งสามคนเลย ความหมายของชื่อต้องให้เขาเป็นคนเล่าเอง
เจษ : จำไม่ได้ครับ (หัวเราะ)
คุณแม่ : ตายชีวิต... ลูกชั้น! ความหมายก็คือ เขาคือคนที่เก่งในทุกๆ ด้านที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เขียนยากมากจนคุณแม่ยังเขียนไม่ถูกเลย (หัวเราะ)
แล้วเจษฎ์พิพัฒ ก็เก่งสมชื่อ ทั้งในด้านการเรียน กีฬา และดนตรี คุณแม่คิดว่าเขาได้ทักษะเหล่านี้มาจากใคร?
คุณแม่ : ถ้าเป็นเรื่องกีฬา ต้องยกให้คุณพ่อเลยค่ะ เพราะคุณพ่อชอบเล่นกีฬาทุกชนิด ทั้งการตีกอล์ฟ วิ่ง และเทนนิสที่ชื่นชอบมาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ ตอนตีเทนนิสจนมีแผลที่หน้า ส่วนทางด้านดนตรีต้องยกให้คุณแม่ที่เริ่มฝึกฝนมาตั้งแต่เด็กๆ คุณตาก็อยากให้ลูกๆ เล่นดนตรี ทุกคนในตระกูลเลยค่ะ อย่างลูกของคุณแม่ทั้งสามคนก็จะเรียนเปียโนจากโรงเรียนที่อยู่ใกล้บ้าน แต่คนนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยสนใจเปียโนเท่าไหร่ เขาบอกว่าอยากเล่นกลอง คุณแม่ก็ซื้อกลองให้ ก็โอเคค่ะ คุณแม่จัดให้ได้หมด
เจษ : เพราะพี่คนกลางเล่นกีตาร์ เราก็เลยไม่อยากซ้ำกับพี่ เลยลองหาสิ่งที่ต่างออกไป คิดว่าเล่นกลองน่าจะสนุกดี พอลองเล่นแล้วสนุกมากเลยเล่นต่อไปค่ะ
คุณแม่ :
เจษยังคงเล่นกลองและดนตรีอยู่จนถึงทุกวันนี้เจษกับคุณแม่สนิทกันแค่ไหน
เจษ : พี่น้องทุกคนสนิทกับคุณพ่อคุณแม่ทุกคนค่ะ ขึ้นอยู่กับเรื่องที่เราจะปรึกษา ถ้าเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไป อย่างอาหาร การดูแลสุขภาพ หรือเรื่องที่เรากลัวคุณพ่อดุ เราจะไปปรึกษาคุณแม่ แต่ถ้าเป็นเรื่องธุรกิจ หรือเงิน ๆ ทอง ๆ ก็จะไปหาคุณพ่อค่ะ เพราะคุณแม่จะเป็นคนที่ค่อนข้างประนีประนอม ส่วนคุณพ่อจะเน้นไปที่หลักการและเหตุผลมากกว่า
คุณแม่ : ตอนเด็ก ๆ คุณพ่อไม่ค่อยใกล้ชิดกับลูก ๆ เลยค่ะ จะไม่เข้าใกล้เลย
เจษ : คุณพ่อดุครับ
คุณแม่ : ตอนนั้นคุณพ่อจะอยู่ในห้องของเขา เราก็จะอยู่ในห้องของเรา พวกเราจะเล่นกันเสียงดัง แต่พอคุณพ่อมาถึง ทุกคนก็จะเงียบไปเลยค่ะ แต่พอเราโตขึ้น สถานการณ์กลับกัน คุณแม่จะอยู่ห้องของตัวเอง ส่วนคุณพ่อจะมาเป็นคนจัดการกับลูก ๆ เพราะเขาคิดว่าในเมื่อเป็นผู้ชาย ก็ควรจะให้ลูก ๆ ไปทำตัวเหมือนผู้ชายแท้ ๆ จะมานั่งอยู่กับคุณแม่ก็อาจจะดูอ่อนแอไปหน่อย (หัวเราะ)
ส่วนที่เจษถอดแบบคุณแม่มาเลย
เจษ : คิดว่าเป็นความใจดีและความรักสัตว์ครับ จริง ๆ คุณพ่อรักสัตว์ก็เพราะคุณแม่ เพราะตอนที่ผมยังเด็ก ๆ จำได้ว่าคุณพ่อไม่ค่อยชอบสัตว์เท่าไร ไม่เคยเข้าใกล้เลย แต่คุณแม่จะรักสัตว์มาก ทุกครั้งที่มีสัตว์อะไรหลงเข้ามาในบ้าน คุณแม่จะรับเลี้ยงไว้เสมอ และชอบช่วยเหลือสัตว์
คุณแม่ : สะสมสัตว์ค่ะ (หัวเราะ) แต่ตอนหลังคุณพ่อก็เริ่มรักสัตว์มากขึ้น รักมากกว่าด้วย และก็เริ่มห่วงใยสัตว์มากขึ้นด้วย ตอนนี้หน้าที่ซื้ออาหารสัตว์เป็นของคุณพ่อไปแล้วค่ะ เรื่องนี้มันเปลี่ยนได้จริง ๆ บ้านไหนลองทำดูนะคะ ถ้าลองเก็บสัตว์ที่หลงทางมาเลี้ยง ก็จะช่วยให้คนในบ้านใจดีขึ้น และก็จะมีเรื่องให้พูดคุยกันทุกวันค่ะ บ้านไหนที่ชอบนั่งเงียบ ๆ แยกกันคนละห้อง ลองเลี้ยงสัตว์ดูนะคะ จะมีกิจกรรมร่วมกัน
เจษ : ใช้เวลาครับ
ทาสแมวตัวจริงหลังจากลูกชายเข้าวงการ คุณแม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง
คุณแม่ : จริง ๆ แล้วเราดูเขามาตลอดค่ะ เขาค่อย ๆ เติบโตขึ้นมา ไม่ได้ดังในชั่วข้ามคืน แต่ว่าค่อย ๆ พัฒนาตัวเองไปทีละขั้นตอน ซึ่งเราชอบตรงนี้นะคะ เขาได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ได้พบเจอกับคนหลากหลาย เพราะตอนเด็ก ๆ เขาจะเป็นคนขี้อายนิดหน่อย มักจะหลบอยู่หลังพี่ตลอด แต่เมื่อได้ออกไปเผชิญกับสิ่งใหม่ ๆ เขาก็ได้เรียนรู้หลายอย่างที่ไม่เคยทำ ไม่เคยลอง ไม่เคยพยายามทำให้ใครพอใจ ซึ่งเราดีใจมากค่ะ กับการที่เขาเติบโตและพัฒนาตัวเองในทางที่ดี และเราก็ชอบในสิ่งที่เขาทำค่ะ
เจษเองก็ตั้งใจดูแลครอบครัวและไม่อยากให้คุณแม่ทำงานเลย
เจษ : จริง ๆ ที่ไม่อยากให้คุณแม่ทำงานนั้นมันเริ่มต้นมาตั้งแต่คุณพ่อแล้วค่ะ ตั้งแต่คุณแม่แต่งงาน คุณพ่อก็ไม่ให้ทำงานเลย เป็นความตั้งใจของคุณพ่อที่จะให้คุณแม่ได้อยู่บ้าน และก็ได้ส่งต่อมาถึงเรา เราก็พยายามพัฒนาตัวเอง ทำให้เขาเห็นว่าเราโตขึ้นแล้วและสามารถดูแลตัวเองได้ ทุกเรื่องที่เราทำ เราก็อยากให้เขาภูมิใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียนหรือเรื่องงาน พอเห็นพ่อแม่ดีใจ เราก็รู้สึกดีใจไปด้วย เพราะการที่พ่อแม่มีความสุขนั้นสำคัญกว่าอะไรทั้งนั้น ไม่ว่าผลการเรียนหรือความสำเร็จใด ๆ ก็ตามค่ะ
คุณแม่ : ซึ้งเลยค่ะ (ทำท่าเช็ดน้ำตา แม่ลูกหัวเราะ)
วีรกรรมลูกชายที่ทำให้คุณแม่ต้องปวดหัว
คุณแม่ : เอ่อ มีหลายเรื่องเลยค่ะ อย่างเรื่องการทานข้าว ตั้งแต่เด็ก ๆ จนถึงมัธยม ลูกชายไม่ค่อยชอบทานข้าวเลย อาหารที่เตรียมให้ลูกทั้งสามเวลาส่งเขาตอนเช้ากลับมาบ้านก็เหลือเท่าเดิม บางทีก็แค่อมไว้อย่างเดียว กินไม่หมดสักคำ จากบ้านถึงโรงเรียนก็ยังไม่ทันกลืนเลยค่ะ ทุกปีเวลาที่ต้องเปลี่ยนชุดนักเรียน เจษไม่ต้องเปลี่ยนขนาดเอวค่ะ แต่ว่าความยาวจะต้องเพิ่มขึ้น เพราะว่าเขาจะสูงขึ้น ส่วนพี่สองคนต้องเปลี่ยนใหม่หมดเพราะน้ำหนักขึ้น (หัวเราะ) เลยทำให้เราเป็นห่วงเรื่องสุขภาพมากค่ะ
เจษ : จริง ๆ ไม่ใช่กินยากนะครับ แต่เหมือนขี้เกียจทานมากกว่า คือไม่ค่อยหิวเลย ตอนนี้ถ้าตื่นมาสิบเอ็ดโมง กว่าจะทานข้าวก็เกือบบ่ายสองบ่ายสาม เพราะไม่หิวจริง ๆ ครับ
คุณแม่ : นี่คือสิ่งที่เราเป็นห่วงที่สุดค่ะ กลัวว่าเขาจะมีปัญหาสุขภาพเมื่อโตขึ้น เราห่วงตรงนี้มากจริง ๆ นี่แหละค่ะวีรกรรมที่ทำให้เราเครียดหนัก อม! อมจริง ๆ ค่ะ ต้องร้องบอกเลย โอ้โห ลูก! ต้องดุกันทุกวันเลย แต่ตอนนี้เขาหยุดแล้วค่ะ
เจษพูดว่า “ใคร ๆ ก็ชอบอมข้าวกันทั้งนั้นแหละ”เรื่องอะไรที่เจษต้องเรียก “คุณแม๊” เสียงสูง
คุณแม่ : บ่อยมากค่ะ บ่อยจริง ๆ
เจษ : จริงเหรอ
คุณแม่ : บ่อยค่ะ บอกอะไรน่ะแม๊ รู้แล้วน่ะเเม๊
เจษ : อ่อ (ขำ)
คุณแม่ : คือเวลาเราบอกอะไรเขาจะตอบว่า รู้แล้วแม่ แม่อย่าพูด เดี๋ยวปอทำเอง บอกแบบนี้ประจำเลย
เจษ : มันไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือเครียดอะไรหรอกครับ เป็นแค่เรื่องเล็ก ๆ ที่คุณแม่จะกังวลมาก เช่นว่าเราจะลืมของหรือเปล่า เก็บของไว้ดีหรือเปล่า หรือเวลาเราขับรถ คุณแม่จะตกใจเวลามีอะไรผ่านหน้ารถ คิดว่าเป็นสัตว์บ้าง ถุงดำก็คิดว่าเป็นแมวสีดำ เราก็จะบอกแม่ไม่ต้องพูด แต่จริง ๆ มันตลกนะครับ ไม่ใช่เรื่องไม่พอใจอะไร
บอกความเป็นสุดยอดของกันและกัน
เจษ : รักลูกมั้งครับ เพราะพี่น้องทุกคนรู้ว่าแม่รักลูกมาก ทุกอย่างแม่จะให้ลูกก่อน แม่ไม่ได้กินข้าวถ้าลูกยังไม่ได้กิน เป็นสิ่งที่เรารู้กันดีอยู่แล้ว ทุกคนในบ้านก็รู้
คุณแม่ : สำหรับคุณแม่ ลูกคือทุกสิ่งทุกอย่างค่ะ ลูกคือดวงใจจริง ๆ น้องเจษเป็นเด็กที่ไม่เคยซน ไม่เคยดื้อ แม้จะมีบ้างที่ทำให้เรากังวลคือเรื่องสุขภาพ หลายคนมองลูกเราว่าเป็นคุณหนู แต่คุณแม่บอกเลยว่าไม่นะ เขาแค่เป็นคนที่นิ่ง ๆ เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก เวลาเล่นกับเพื่อนเขาจะไม่เล่นแบบสกปรก จะยืนดูอย่างเดียว เสื้อผ้าไม่เคยสกปรกเลยตั้งแต่เด็ก ต่างจากพี่สองคนที่เล่นจนเละเลย คุณยายยังเคยพูดว่า ทำไมลูกคนเล็กไม่เล่นเลอะเทอะเลยนะ บางคนอาจจะมองว่าเขาหยิ่ง แต่จริง ๆ แล้วคุณแม่ยืนยันว่าเขาคือเด็กน่ารักมาก ๆ ค่ะ
ในฐานะเจ้าของช่อง Jes's First Time อยากทำอะไรกับคุณแม่เป็นครั้งแรก
เจษ : จริง ๆ ก็มีหลายอย่างครับ เพราะคุณแม่กลัวหลายสิ่งหลายอย่าง เช่น กลัวน้ำ ไม่ชอบว่ายน้ำ หรือพวกของที่ดิบ ๆ อย่างเช่นปลาดิบ หรืออาหารแปลก ๆ อย่างเนื้อกวาง เนื้อแกะ หรือเนื้อกบ ที่ไม่สุกก็ไม่กิน มีเยอะเลยครับที่อยากให้คุณแม่ลองกิน บางทีเราจะพาไปกินที่ร้านอาหารญี่ปุ่นดี ๆ แต่คุณแม่จะสั่งแค่สเต๊กปลาแซลมอน เพราะไม่กล้าลองอะไรใหม่ ๆ อยากให้คุณแม่ลองกินสิ่งที่เราชอบและรู้สึกว่าอร่อย
แล้วคุณแม่อยากทำอะไรกับลูกชาย
คุณแม่ : อยากไปเที่ยวด้วยกันในครอบครัว อยากให้ทุกคนได้อยู่ด้วยกันครบทั้งสามคน เพราะตอนนี้ลูกทั้งสามคนอยู่คนละที่กัน อยากจะไปเที่ยวพร้อม ๆ กันค่ะ
เจษ : ตอนนี้ทุกคนในบ้านแยกกันอยู่หมดเลยครับ ผมเองก็อยู่บ้าน พี่คนโตอยู่คอนโด ส่วนพี่คนกลางก็อยู่ที่อเมริกา เหมือนเป็นช่วงที่นาน ๆ ทีจะได้โอกาสรวมตัวกันครบทั้งครอบครัวไปเที่ยวต่างประเทศสักสองสามอาทิตย์ ซึ่งการหาช่วงเวลาที่ทุกคนตรงกันมันก็ยากครับ
คุณแม่ : ลูก ๆ ของแม่คอยช่วยกันดูแลพ่อแม่อย่างดี ทุกคนมีส่วนช่วยเหลือกันคนละอย่าง คนหนึ่งขับรถ อีกคนหาที่พัก โรงแรม ทุกคนช่วยกัน คุณแม่อยากได้ความรู้สึกนี้บ่อย ๆ อยากใช้ชีวิตแบบนี้ร่วมกันบ่อย ๆ ค่ะ
ทริปครอบครัวที่คุณแม่โปรดปรานขอมุมมองเรื่องความกตัญญู
เจษ : ผมว่าแต่ละบ้านก็จะมีแนวทางการเลี้ยงดูที่แตกต่างกันไปนะครับ บางบ้านพ่อแม่อาจจะคาดหวังให้ลูกคอยดูแลและประคบประหงมตลอดเวลา และหากลูกไม่ทำตามก็อาจจะรู้สึกว่าไม่กตัญญู แต่บ้านผมไม่ได้เป็นแบบนั้นครับ เพราะคุณพ่อคุณแม่จะมีกิจกรรมของตัวเอง และไม่ได้มาคอยกดดันให้ลูก ๆ ทำอะไรทั้งนั้น ยกเว้นบางเรื่องที่พวกท่านอยากให้ช่วยจริง ๆ
ผมว่า หากเราสามารถดูแลตัวเองได้โดยไม่ทำให้พ่อแม่ต้องลำบาก และไม่ต้องขอความช่วยเหลือจากพวกท่านมากเกินไป ผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่พ่อแม่ต้องการที่สุด สำหรับบ้านผมคืออย่างนั้นครับ ไม่ต้องการให้มาคอยดูแลตลอดเวลา ตั้งแต่เด็ก ๆ ก็เป็นแบบนี้อยู่แล้วครับ
คุณแม่ : คุณแม่ไม่ได้คาดหวังอะไรจากลูกทั้งสามคนค่ะ สิ่งที่แม่ต้องการที่สุดคือให้ลูก ๆ มีชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์ และดำเนินชีวิตได้อย่างราบรื่นเหมือนที่คุณพ่อคุณแม่ทำ แค่นั้นก็พอใจแล้วค่ะ
เจษ : อุ๊ย ป๊า! มีคนแอบดู (หันไปมองคุณพ่อที่แอบมองอยู่ใกล้ ๆ เกือบจะทำให้ซึ้งแล้วล่ะ แต่ฮามากเลยทีนี้)
ภาพความสุขของคุณแม่ที่เจษถ่ายไว้สิ่งที่อยากบอกในวันแม่ปีนี้
เจษ : ผมเป็นห่วงสุขภาพของคุณแม่ครับ เพราะท่านไม่ค่อยออกกำลังกาย และมักจะเครียดกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ โดยเฉพาะเรื่องของลูก ๆ บางครั้งก็คิดไปเอง (คุณแม่: หืมมม) เช่น เรื่องสุขภาพของแต่ละคน ผมไม่อยากให้ท่านเครียดมากและอยากให้ท่านดูแลสุขภาพให้ดีขึ้น ออกกำลังกายบ้าง เหมือนที่คุณพ่อบอกเสมอว่าคุณแม่ควรออกกำลังกาย เพราะบางทีคุณแม่ก็เจ็บตามร่างกายง่าย ผมก็อยากให้ท่านดูแลสุขภาพมากขึ้น
คุณแม่ : แม่ไม่คาดหวังอะไรจากลูก ๆ เพราะพวกเขาน่ารักอยู่แล้ว สิ่งที่ลูก ๆ ทำให้แม่ถือเป็นของขวัญที่ดีที่สุดแล้ว ทั้งสามคนเลย โดยเฉพาะเจษที่รับผิดชอบงานได้ดี จะทำอะไรคิดถึงผลกระทบที่จะเกิดกับครอบครัว แม่ภูมิใจในตัวเขามาก
เจษ : จริง ๆ ผมไม่ค่อยให้พ่อกับแม่ออกสื่อ เพราะไม่อยากให้ท่านกังวลหรือเป็นห่วงเกี่ยวกับสิ่งที่ผมทำ เพราะบางครั้งถ้าท่านเห็นงานที่ผมทำ อาจจะทำให้ท่านห่วงหรือเป็นห่วงมากเกินไป เช่น ถ้าไปกองถ่ายแล้วเห็นความลำบาก ผมจะจัดการตรงนั้นเอง ไม่อยากให้ท่านต้องเห็นเยอะ แต่งานไม่ใช่แค่งานของผม งานของพี่ ๆ ผมก็มีความลำบากเหมือนกัน ถ้าแม่เห็นท่านอาจจะเป็นห่วง แต่ถ้าเราทนได้ก็ไม่อยากให้ท่านต้องมาห่วงหรือกังวล
คุณแม่ : พี่น้องสามคนมักจะมีเรื่องที่คุยกันเอง บางครั้งจะไม่บอกให้เรารู้จนกว่าจะถึงเวลานั้น ส่วนใหญ่จะจัดการกันเอง ซึ่งแม่ก็รู้สึกดีค่ะที่พวกเขารักกัน
วิธีการแสดงความรักต่อกันและกัน
เจษ : ไม่มีเลยครับ
คุณแม่ : จริง ๆ ก็ไม่ค่อยหวานหรอกค่ะ แต่จะพาไปกินข้าวบ้าง เราจะเรียกกันที่บ้านว่า ปอ พาคุณแม่ไปทานข้าวหน่อยสิ เขาก็จะตอบว่าไปกินอะไรดีครับ เดี๋ยวพาไปเอง สั่งข้าวให้แม่ ดูแลแบบนั้นมากกว่า เพราะบ้านเรามีผู้ชายทั้งบ้านรวมถึงคุณพ่อด้วยก็มีสี่คน
เจษ : จริง ๆ คงทำใจมาตั้งแต่ตอนที่ผมเกิดแล้วว่าไม่มีลูกสาวที่จะมาคอยอ้อนเอาใจ แต่ผมจะดูแลท่านด้วยการกระทำมากกว่า พาไปกินข้าว ดูแลท่านในเรื่องต่าง ๆ เมื่อท่านต้องการ
คุณแม่ : ค่ะต้องทำใจ แล้วก็รอลูกสะใภ้ คุณแม่ก็คาดหวังมากกับลูกสะใภ้ (หัวเราะ)
เจษ : ยิ้มมมมมมมม
การสนทนาครั้งนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่นจากครอบครัวติละพรพัฒน์ ไม่ได้มีแค่ปอหรือเจษ แต่ยังทำให้เห็นภาพสามพี่น้องที่ยืนเคียงข้างคุณพ่อและคุณแม่อย่างอบอุ่น ก่อนที่ลูกชายคนเล็กจะเป็นตัวแทนแสดงความรักโดยการโอบกอดคุณแม่ ท่ามกลางรอยยิ้มของทีมงาน Mytour ที่นั่งอมยิ้มอยู่ไกล ๆ
เป็นความรักที่สัมผัสได้จริง และไม่ว่าจะเป็นใครก็รู้สึกถึงความจริงใจนี้ได้
สองแม่ลูกที่เป็นตัวแทนของความรักในครอบครัวติละพรพัฒน์สัมภาษณ์ เรียบเรียง : อุราณี ทับทอง
