ในช่วงที่วงการแฟชั่นกำลังเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวและการสร้างสรรค์จากนักออกแบบชื่อดังหลากหลายแบรนด์ อาทิ แอนโทนี่ วัคคาเรลโล่ จาก แซงต์ โรลองต์, มาเรีย การ์เซีย ชิอูรี่ จาก ดิออร์ หรือ อเลสซานโดร มิเชล จาก กุชชี่ ความตื่นตะลึงก็เกิดขึ้นเมื่อ หลุยส์ วิตตอง แบรนด์แฟชั่นชื่อดังได้สูญเสียหนึ่งในดีไซเนอร์ที่สำคัญที่สุดของยุคนี้อย่าง "เวอร์จิล อาโบลห์"
เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจและความตกใจแก่แฟน ๆ ทั่วโลก เพราะ เวอร์จิล อาโบลห์ เป็นหนึ่งในแฟชั่นดีไซเนอร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในยุคนี้ ด้วยความโดดเด่นในวงการสตรีทแวร์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ผลงานของเขากลายเป็นที่ชื่นชอบและได้รับการยอมรับจากทั้งวงการแฟชั่นและผู้คนทั่วไป
การจากไปของเวอร์จิล อาโบลห์เป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน เพราะตลอดระยะเวลา 2 ปีหลังจากที่เขาถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งหัวใจในปี 2019 เขาแทบไม่เคยเปิดเผยเรื่องนี้ให้สาธารณะทราบ และยังคงทุ่มเทสร้างสรรค์ผลงานพร้อม ๆ กับการรักษาตัวอย่างต่อเนื่อง
Main Stand ชวนทุกคนย้อนกลับไปสำรวจเส้นทางชีวิตและการงานของดีไซเนอร์ผู้ทรงอิทธิพลแห่งยุคนี้ พร้อมทำความเข้าใจว่าเขาขึ้นมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร จนกลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลสูงสุดในวงการแฟชั่นในปัจจุบัน
DISRUPTIVE IN THE BEST WAY
"เวอร์จิล อาโบลห์" เกิดเมื่อวันที่ 30 กันยายน 1980 ที่เมืองร็อกฟอร์ด นอกเมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา เขาเติบโตในครอบครัวชาวกานาที่เป็นผู้อพยพจากทวีปแอฟริกา พ่อของเขาทำงานเป็นผู้ดูแลโรงงานทาสีและแม่ของเขาเป็นช่างตัดเสื้อแบบสั่งทำได้ ตั้งแต่เด็ก เวอร์จิล ได้เรียนรู้การทำเสื้อผ้าและการเย็บปักถักร้อยจากแม่ของเขาเอง
เวอร์จิลเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนชื่อว่า "บอยแลน คาทอลิก" ซึ่งเป็นโรงเรียนคาทอลิกแห่งเดียวในเมืองร็อกฟอร์ด และจบการศึกษาระดับมัธยมในปี 1998 ก่อนที่จะต่อไปที่มหาวิทยาลัย "วิสคอนซิน-แมดิสัน" ในรัฐวิสคอนซิน ใกล้บ้านเกิด และสำเร็จการศึกษาปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิตจากภาควิชาวิศวกรรมโยธาในปี 2002

หลังจากได้ปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิตแล้ว เวอร์จิลยังคงศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาโทที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งอิลลินอยส์ในปี 2006 และได้รับปริญญาในสาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์ ที่นั่นเขาได้พบกับอาคารที่ออกแบบโดย "เร็ม โกลฮาส" สถาปนิกชาวดัตช์ ซึ่งทำให้เขาหันมาสนใจแฟชั่นอย่างจริงจัง นับเป็นจุดเริ่มต้นที่แตกต่างจากการศึกษาก่อนหน้านี้
เวอร์จิลเริ่มหันมาจริงจังกับสายแฟชั่นในปี 2009 โดยเข้าเป็นเด็กฝึกงานที่ "เฟนดิ" (Fendi) พร้อมกับ "คานเย เวสต์" ศิลปินฮิปฮอปชื่อดัง ที่ในขณะนั้นมีอัลบั้มเพลงออกมาถึง 4 อัลบั้มแล้ว
ผลงานของเวอร์จิลที่เขานำเสนอให้กับเฟนดิ ได้รับการยอมรับจากผู้คนในวงการ หนึ่งในนั้นคือ ไมเคิล เบิร์ค ซีอีโอของ หลุยส์ วิตตอง ที่ได้กล่าวถึงความคิดสร้างสรรค์ของเวอร์จิลและคานเยในบทสัมภาษณ์กับ "เดอะนิวยอร์กไทมส์" เมื่อปี 2018
"ผมรู้สึกประทับใจมากที่พวกเขาสามารถสร้างบรรยากาศใหม่ ๆ ให้กับสตูดิโอและทำให้มันแตกต่างได้อย่างยอดเยี่ยม เวอร์จิลมีความสามารถในการสร้างคำเปรียบเปรยหรือสร้างคำนิยามใหม่ ๆ สำหรับสิ่งต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบางสิ่งที่ค่อนข้างมีแบบแผนเดิมอยู่แล้วเช่นเฟนดิ ผมจึงเริ่มติดตามผลงานของเขาตั้งแต่ตอนนั้น"

พวกเขาทั้งสองกลายเป็นเพื่อนสนิทและเริ่มสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ จากการร่วมงานกันอย่างต่อเนื่อง เวอร์จิลได้มีส่วนร่วมในการออกแบบปกอัลบั้มของเยมากมาย อาทิ "My Beautiful Dark Twisted Fantasy" อัลบั้มสตูดิโอลำดับที่ 5 ของเยในปี 2010 หลังจากที่พวกเขาได้รู้จักกัน ทั้งสองยังร่วมงานกันในอัลบั้มพิเศษของเย "Watch The Throne" ร่วมกับ เจย์-ซี ในปี 2011 และออกแบบปกอัลบั้ม "Yeezus" ในปี 2013 พร้อมทั้งออกแบบปกอัลบั้มให้กับศิลปินคนอื่น ๆ เช่น "เอแซ็พ ร็อคกี้" และ "วิซาร์ด" จากวงไซด์โปรเจ็กต์ของ "คิด คัดดี้" เจ้าของเพลงฮิต "The Pursuit of Happiness"
เวอร์จิลเริ่มสร้างชื่อเสียงจากการร่วมงานกับเพื่อนของเขาและเริ่มมีเครดิตในวงการออกแบบและแฟชั่น ก่อนที่เขาจะตัดสินใจสร้างแบรนด์ของตัวเองจนทำให้วงการแฟชั่นเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากและเริ่มต้นยุคสมัยของเขาอย่างแท้จริง
GRAY AREA
ในปี 2012 เวอร์จิลเริ่มมีความตั้งใจที่จะสร้างแบรนด์ของตนเองอย่างจริงจัง เขาจึงสร้างแบรนด์ "ไพเร็กซ์ วิชั่น" (Pyrex Vision) ขึ้นมา โดยการซื้อลายตารางหมากรุกจากแบรนด์ "ราล์ฟ ลอเรน" ที่มีราคาตัวละ 40 ดอลลาร์สหรัฐ มาเพนต์ทับและสกรีนคำว่า "Pyrex" พร้อมทั้งใส่เลข 23 ซึ่งเป็นหมายเลขของ "ไมเคิล จอร์แดน" ฮีโร่ของเขา เสื้อเหล่านี้ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วและสามารถขายได้ในราคาถึง 550 ดอลลาร์สหรัฐ จากต้นทุนแค่ 40 ดอลลาร์สหรัฐ

ในปี 2013 เวอร์จิลได้ทำการรีแบรนด์ไพเร็กซ์ วิชั่น เพราะเขารู้สึกว่าแบรนด์นี้มีลักษณะเป็นงานศิลปะมากกว่าผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ เขาจึงเปลี่ยนชื่อแบรนด์ใหม่เป็น "ออฟ-ไวท์" (Off-White) และเริ่มมุ่งเน้นการออกแบบเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายที่มีทั้งความหรูหราและสตรีทแวร์ผสมผสานกันอย่างลงตัว
ในบทสัมภาษณ์ปี 2018 กับ Teen Vogue เวอร์จิลได้พูดถึงเบื้องหลังการสร้างแบรนด์ออฟ-ไวท์ว่า
"คอนเซ็ปต์ที่ผมคิดขึ้นเมื่อเริ่มสร้างออฟ-ไวท์คือ ผมไม่ได้กำหนดกลุ่มลูกค้าหลักเลย มันเหมือนกับการสร้างสิ่งหนึ่งที่สามารถเข้าถึงทุกคนได้มากกว่า และผมเชื่อว่านี่แหละที่ทำให้มันเป็นเอกลักษณ์ ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ผมคิดว่ามันมีความทันสมัยมากกว่าถ้าสามารถดึงดูดความสนใจจากหลายกลุ่มได้ตามที่ผมหวังไว้"
ออฟ-ไวท์เป็นแบรนด์ที่ก่อตั้งในมิลาน ประเทศอิตาลี โดยผู้ก่อตั้งชาวอเมริกัน เวอร์จิลได้ให้คำนิยามของแบรนด์ออฟ-ไวท์ไว้ว่า "เป็นพื้นที่ระหว่างสีดำกับสีขาว เหมือนกับสีออฟไวท์" โดยลักษณะเด่นของแบรนด์นี้คือการใช้เครื่องหมายอัญประกาศหรือเครื่องหมายคำพูดในการโควตคำต่าง ๆ เช่น "FOR WALKING" ที่รองเท้าบูธ และ "SCULPTURE" บนกระเป๋า ซึ่งเครื่องหมายคำพูดเหล่านี้ได้เพิ่มมูลค่าให้แบรนด์ของเขามากมาย
เวอร์จิลเคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร 032c เกี่ยวกับการใช้เครื่องหมายอัญประกาศว่า แนวคิดเบื้องหลังนั้นเรียบง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงความสุขุม โดยแสดงถึงการมองสิ่งต่าง ๆ อย่างละเอียดและมีนัยยะอย่างชาญฉลาด

"คุณสามารถใช้ศิลปะการเขียนหรือคำพูดเพื่อเปลี่ยนคำนิยามของบางสิ่งได้อย่างสมบูรณ์ โดยที่ไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลงอะไรที่ตัววัตถุเลยแม้แต่น้อย ถ้าผมเอาเสื้อสเวตเตอร์ของผู้ชายมาสกรีนที่หลังว่า 'ผู้หญิง' มันก็กลายเป็นงานศิลป์ทันที"
ออฟ-ไวท์ ของเวอร์จิลเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แบรนด์ของเขาได้ร่วมงานกับแบรนด์ดังต่าง ๆ มากมาย เช่น "ลีไวส์" แบรนด์ยีนส์เก่าแก่จากสหรัฐฯ, เฟอร์นิเจอร์ "อิเกีย" จากสวีเดน และที่สำคัญที่สุดคือการร่วมงานกับ "ไนกี้" สปอร์ทแบรนด์ยอดนิยมของโลก
เวอร์จิลและออฟ-ไวท์กลายเป็นหนึ่งในผู้กำหนดทิศทางของวงการแฟชั่น ด้วยการไม่ยึดติดแค่กับ "ลักชัวรี่แวร์" แต่ยังขยายไปถึง "สตรีทแวร์" และ "สปอร์ตแวร์" อีกด้วย
DECONSTRUCT THE CLASSICS
หนึ่งในโปรเจ็กต์ที่มีผลกระทบอย่างมากทั้งในวงการแฟชั่นและกีฬา คือการร่วมงานกับไนกี้ในปี 2017 ภายใต้ชื่อโปรเจ็กต์ว่า "เดอะ เท็น" (THE TEN) ที่มีคอนเซ็ปต์การนำ 10 รองเท้ารุ่นคลาสสิกของไนกี้มาออกแบบใหม่ เพื่อล้มล้างรูปลักษณ์เดิม ๆ ของสนีกเกอร์ให้มีความแปลกใหม่

เดอะ เท็น ประกอบด้วยรองเท้ารุ่นดังของไนกี้ เช่น แอร์ จอร์แดน, แอร์ ฟอส 1, แอร์ แม็กซ์ 90, แอร์ เพรสโต้, แอร์ เวเปอร์ แม็กซ์, แอร์ เบลเซอร์ มิด, แอร์ แม็กซ์ 97, รีแอค ไฮเปอร์ ดังก์, ซูม เวเปอร์ฟลาย เอสพี และสุดท้ายคือ คอนเวิร์ส ชัค เทย์เลอร์ (คอนเวิร์สเป็นแบรนด์ที่ไนกี้ซื้อไปในปี 2003)
ถ้าไนกี้มีเครื่องหมายถูกเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ไนกี้ เดอะ เท็น ก็เป็นเหมือนการเน้นย้ำว่าเครื่องหมายถูกนี้มีความหมายมากกว่าที่เคย เมื่อมันถูกนำมาผสมผสานกับออฟ-ไวท์ ทุกอย่างของไนกี้ดูเหมือนจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทันตา จากเครื่องหมายอัญประกาศ
เครื่องหมายคำพูดนี้เป็นการเน้นให้มองรองเท้าในมุมที่มากกว่าการเป็นแค่รองเท้า เป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับสิ่งที่เคยเป็นของธรรมดา เช่น คำว่า "SHOELACE" บนเชือกรองเท้า, "AIR" ที่ตัวรองเท้าเพื่อแสดงถึงความเบาสบายของไนกี้, "FOAM" ที่พื้นรองเท้าบาสและรองเท้าวิ่งเพื่อเน้นย้ำถึงความเด้ง, "VULCANIZED" ที่ยางของรองเท้าคอนเวิร์สแสดงถึงกระบวนการผลิตพื้นยางที่คงรูปได้ด้วยอุณหภูมิสูง ทุกอย่างล้วนมีมูลค่าเพิ่มขึ้น รวมไปถึงซิปแท็กสีแดงที่เป็นสัญลักษณ์ของออฟ-ไวท์ ซึ่งทำให้สนีกเกอร์ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

เดอะ เท็น ไม่ได้แค่เปลี่ยนแปลงวงการแฟชั่นสนีกเกอร์ แต่ถ้าหากมองมันผ่านมุมมองของคนที่ชื่นชอบสปอร์ตแวร์หรือเสื้อผ้าออกกำลังกาย เราก็จะเห็นว่าสิ่งที่เวอร์จิลพูดเอาไว้ก็ไม่ผิดอะไร นี่คือการเปลี่ยนแปลงบางสิ่งจากการใช้คำด้วยศิลปะ โดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงตัววัตถุเลย ไนกี้ยังคงเป็นไนกี้เหมือนเดิม แต่กลับเพิ่มความหรูหราแฝงอยู่ภายใน
เวอร์จิลเป็นคนที่สามารถเปลี่ยนสิ่งธรรมดาให้กลายเป็นสิ่งที่ไม่ธรรมดาได้มากมาย โดยเฉพาะเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬาที่มักจะดูเหมือนเดิม เช่น เสื่อโยคะของออฟ-ไวท์ที่เมื่อสกรีนคำว่า "YOGA MAT" ลงไป มันก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่ธรรมดาทันที
เรื่องนี้ยิ่งถูกยืนยันเมื่อเส้นทางอาชีพของเวอร์จิลได้พาเขาไปเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นเฮาส์ชื่อดังจากฝรั่งเศสอย่าง "หลุยส์ วิตตอง" (Louis Vuitton) ในปี 2018 ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของเสื้อผ้าผู้ชาย ซึ่งเขากลายเป็นคนผิวดำคนแรกที่ได้รับตำแหน่งนี้ในประวัติศาสตร์ของ LV
การที่เวอร์จิลได้ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งในแฟชั่นเฮาส์แห่งนี้ ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในวงการแฟชั่นหรูหรา เนื่องจากเวอร์จิลเป็นคนผิวดำและมีเชื้อสายแอฟริกัน ซึ่งทำให้การยอมรับเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างมาก ในแฟชั่นโชว์ครั้งแรกของเขาหลังจากร่วมงานกับหลุยส์ วิตตอง เขาจึงได้เข้าไปสวมกอดเพื่อนรักอย่างคานเยข้างรันเวย์ เสมือนการย้อนกลับไปทบทวนถึงเส้นทางที่เขาผ่านมาด้วยกันตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นเด็กฝึกงานของเฟนดิ

หลุยส์ วิตตอง คือที่ที่เวอร์จิลสามารถนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ของเขาได้อย่างเต็มที่ และเขาก็ไม่หยุดที่จะสร้างผลงานที่ท้าทายขนบของสปอร์ตแวร์และสตรีทแวร์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงกระเป๋าปีนเขา, สเกตบอร์ด, และเสื้อผ้าออกกำลังกายที่เขาร่วมงานกับไนกี้ในการออกแบบชุดเทนนิสสำหรับ "เซเรน่า วิลเลียมส์" นักเทนนิสหญิงชื่อดัง โดยมีจุดเด่นเป็นคำว่า "LOGO" บนเครื่องหมายถูก ซึ่งทำให้เขาสร้างลายเซ็นที่เป็นเอกลักษณ์ให้แบรนด์ได้อย่างต่อเนื่อง
จากการเป็นเด็กฝึกงานของเฟนดิ มาจนถึงการเป็นผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์เสื้อผ้าผู้ชายของหลุยส์ วิตตอง ชื่อของเวอร์จิล อาโบลห์ คงจะถูกกล่าวถึงในวงการแฟชั่นไปอีกนาน หากไม่เกิดเหตุการณ์โรคร้ายพรากเขาไปเสียก่อน
"TO DEVELOP EVERYTHING FROM ZERO"
เป็นเรื่องที่ช็อกวงการแฟชั่นอย่างไม่คาดคิด เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2021 มีรายงานว่าเวอร์จิล อาโบลห์ เสียชีวิตจากโรคมะเร็งหัวใจในวัย 41 ปี ผ่านการแถลงข่าวบนเว็บไซต์ของออฟ-ไวท์และอินสตาแกรมส่วนตัวของเขา
ความจริงแล้ว เวอร์จิลได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งหัวใจตั้งแต่ปี 2019 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่เขาเข้ารับตำแหน่งสำคัญที่หลุยส์ วิตตอง แต่เวอร์จิลและครอบครัวเลือกที่จะปิดเรื่องนี้เป็นความลับ เขายังคงรักษาตัวโดยไม่เปิดเผยต่อสื่อและยังคงสร้างผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง ข่าวการเสียชีวิตของเขาจึงทำให้แฟนๆ ตกใจและงุนงง เพราะไม่มีใครทราบว่าอาการของเขารุนแรงขึ้นระหว่างที่เขาทำงาน

แม้ว่าจะใช้เวลาเพียง 12 ปีในวงการนี้ เวอร์จิลก็ได้เดินทางจากการเป็นเด็กฝึกงานที่เฟนดิไปจนถึงจุดสูงสุดของอาชีพ ด้วยพรสวรรค์ที่ผสมผสานกับความกล้าที่จะลบขนบเก่าของแฟชั่น และนำพาเขามาสู่ความสำเร็จในที่สุด ก่อนทิ้งผลงาน มรดก และแรงบันดาลใจให้แก่ศิลปินรุ่นใหม่ๆ ต่อไป
ทว่า เวอร์จิลก็ต้องเผชิญกับคำวิจารณ์มากมายระหว่างทาง หลายคนมองว่างานของเขาขาดความเป็นเอกลักษณ์ หรือไม่ได้นำสิ่งใหม่มาสู่วงการแฟชั่น แต่เขาก็ยังคงมั่นคงในสิ่งที่เขาทำอยู่เสมอ ถ้าไม่เช่นนั้น เขาคงไม่มาถึงจุดนี้ได้
ในการสัมภาษณ์กับ Vogue ในปี 2019 เวอร์จิลได้ตอบกลับคำวิจารณ์เหล่านั้นว่า
"วิถีของการออกแบบที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอะไรบางอย่างจากศูนย์ มักเกิดขึ้นในบางช่วงเท่านั้น สำหรับผม การออกแบบคือการมองหาสิ่งที่มีค่าเพื่อเล่าเรื่องราว ผมไม่เชื่อว่าความคิดที่ว่า 'ไม่มีใครเคยวาดเส้นนี้มาก่อน' จะมีความสำคัญ เพราะเรารู้ดีว่าเส้นนี้เคยถูกวาดไปแล้ว"
ในขณะที่เวอร์จิลกำลังพูดถึงความเป็นต้นฉบับในงานศิลปะ เขาก็ได้ตั้งคำถามถึงความดั้งเดิมในวงการแฟชั่น โดยเปรียบเปรยว่า สิ่งที่คนมองว่าใหม่จริงๆ อาจไม่ใหม่อย่างที่คิด "ความดั้งเดิม" อาจเกิดจากการต่อยอดจากสิ่งหนึ่งไปสู่อีกสิ่งหนึ่งก็ได้

"เป้าหมายของผมคือการเลือกและเน้นสิ่งที่สำคัญ นั่นคือเหตุผลที่ผมเลือกทำงานร่วมกับหลายคน ผมศึกษางานต่าง ๆ อย่างลึกซึ้ง และมันทำให้ผลงานของผมออกมาเป็นแบบที่เห็นกันในตอนนี้"
ศิลปะมักถูกมองว่าเป็นเรื่องของความคิดส่วนบุคคล บางคนอาจยอมรับและบางคนอาจต่อต้าน แต่ก็คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสิ่งที่ เวอร์จิล อาโบลห์ ได้สร้างขึ้น ไม่ว่าจะในรูปแบบไหน ก็มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อวงการแฟชั่นในปัจจุบัน
แหล่งอ้างอิง :
https://hypebeast.com/2019/5/virgil-abloh-vouge-plagiarism-critique-design-philosophy-interview
https://news.nike.com/news/virgil-abloh-nike-the-10
https://snobette.com/2019/10/off-white-black-yoga-mat/
https://www.businessoffashion.com/community/people/virgil-abloh
https://www.complex.com/style/virgil-abloh-album-covers
https://www.gq.com/story/virgil-abloh-louis-vuitton-kanye-west-hug
https://www.highsnobiety.com/p/virgil-abloh-off-white-quotation-marks/
https://www.nytimes.com/2018/03/26/business/louis-vuitton-virgil-abloh.html
https://www.teenvogue.com/story/virgil-abloh-interview
https://www.vogue.com/article/virgil-abloh-biography-career-timeline
