
ในยุคที่สังคมและค่านิยมได้เปลี่ยนแปลงไป การใช้ชีวิตท่ามกลางเสียงสะท้อนจากโลกออนไลน์ทำให้คำว่า “อายุน้อยร้อยล้าน” กลายเป็นเป้าหมายของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสำเร็จเร็วๆ โดยไม่คำนึงถึงวิธีการหรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งบางคนประสบความสำเร็จ บางคนเกือบถึง และบางคนกลับพลาดไป และบางคนก็โทษโชคชะตาและสังคมที่ทำให้ตนเองไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้เหมือนคนอื่น
ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดค่านิยมในสังคมที่มองแต่ความต้องการส่วนตัวของแต่ละคน หลายคนพยายามที่จะได้สิ่งที่คนอื่นมี โดยไม่สนใจวิธีการที่ถูกต้อง ซึ่งทั้งหมดนี้มาจากทัศนคติที่บอกว่า “คนที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุน้อยคือคนที่เก่ง” แต่อย่างแท้จริงแล้ว สิ่งที่หลายคนเห็นนั้นเป็นแค่ภาพลักษณ์ที่ถูกสร้างขึ้นจากการโปรโมทของคนบางกลุ่ม หรือมันสะท้อนความเก่งที่แท้จริงของเขาหรือไม่?
บทความนี้จะมาให้มุมมองเกี่ยวกับความสำเร็จที่ไม่จำเป็นต้องมาถึงในช่วงอายุน้อย บางครั้งความสำเร็จสามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาที่เหมาะสมของแต่ละคนและไม่ต้องใช้เวลาเร็วเกินไป แม้จะต้องเผชิญกับความล้มเหลวหลายครั้ง ก็ยังสามารถไปถึงฝันของตัวเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาคำชมจากโลกโซเชียลหรือคนรอบข้าง
อายุ 30 เป็นช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงการมองโลกจากความใสซื่อมาเป็นคนที่มีประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น
หากคุณอายุ 30 ลองสำรวจตัวเองดูสิว่าเริ่มรู้สึกแบบนี้หรือไม่ คุณอาจเริ่มรู้สึกขาดแรงจูงใจในการทำงาน รู้สึกว่าการตัดสินใจที่ผ่านมาผิดพลาดตลอด เสียความมั่นใจในการพูดถึงงานที่ทำโดยเฉพาะกับคนที่ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จมากกว่าคุณ ความรู้สึกนี้หลายคนมองว่าเป็นความหมดไฟของคนวัย 30
จริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงในช่วงวัยวุฒิซะมากกว่า งานวิจัยจากสถาบันในสหราชอาณาจักรเมื่อปี 1996 ระบุว่า ความพึงพอใจในการทำงานของคนจะเป็นรูปตัว “ยู” โดยช่วงที่กราฟตกลงจะอยู่ในช่วงอายุ 30-40 ปี และหลังจากนั้นจะเริ่มพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง
เมื่อก้าวเข้าสู่วัยทำงานในช่วงอายุ 30 คนส่วนใหญ่จะเริ่มมีความต้องการที่มากขึ้น พวกเขาจะตั้งเป้าหมายความสำเร็จให้กับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการทำงานให้โดดเด่น หรือการก้าวไปสู่การเป็นผู้ประกอบการ ในช่วงวัยที่เป็นการเปลี่ยนผ่านจากวัยเรียนเข้าสู่การเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวนี้ ผู้คนจะมีทั้งประสบการณ์การทำงานและประสบการณ์ชีวิตไปพร้อม ๆ กับอายุ 30 ขึ้นไป ซึ่งเป็นช่วงที่ทุกคนต้องเผชิญทั้งด้านดีและร้ายไปพร้อมกัน บางคนสามารถรับมือได้ บางคนไม่สามารถรับมือได้ แต่การใช้ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป แม้ว่าจะไปไม่ถึงเป้าหมาย เพราะจังหวะเวลาอาจไม่ตรงกัน
การมองโลกในมุมที่ตกผลึกนั้น ตามงานวิจัยพบว่าจะเกิดขึ้นในช่วงวัย 50 ปี ซึ่งคนในวัยนี้จะมีมุมมองเรื่องงานที่มั่นคงกว่าวัย 30 อัพ เนื่องจากประสบการณ์การทำงานและชีวิตทำให้พวกเขาสามารถมองออกว่า ต้องจัดการกับสถานการณ์แบบไหน ใช้เหตุผลมากกว่าความรู้สึก และสามารถสร้างสมดุลระหว่างการทำงานกับชีวิตส่วนตัวได้
เหนือสิ่งอื่นใด เราควรทำความเข้าใจใหม่ว่าในปัจจุบัน ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์และการดูแลตัวเองทำให้คนเราสามารถทำงานได้จนถึงอายุ 70 ปี ดังนั้นอายุ 50 จึงไม่ใช่ช่วงใกล้เกษียณ แต่กลับเป็นวัยที่พร้อมทั้งในด้านวุฒิภาวะ อารมณ์ และประสบการณ์ และยังมีเวลาเหลืออีก 20 ปีในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ดังนั้นทำไมเราจึงต้องรีบเร่งกดดันตัวเองให้ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุ 30
ในปัจจุบันนี้ คนส่วนใหญ่ต้องการความสำเร็จที่รวดเร็ว เพราะสภาพแวดล้อมได้ผลักดันไปในทิศทางนั้น
การเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น
มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่สามารถสร้างสรรค์วัฒนธรรม ความเชื่อ และการจัดลำดับคนในสังคม ทุกสิ่งถูกถ่ายทอดผ่านดีเอ็นเอและวิวัฒนาการตามกาลเวลา ทำให้มนุษย์ทุกคนต้องเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นตลอดเวลา และกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จนบางครั้งเราอาจกลายเป็นเหยื่อของการคิดแบบนี้โดยไม่รู้ตัว
นักจิตวิทยามักแนะนำให้คนที่ติดกับดักการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น ให้พอใจกับสิ่งที่มีอยู่ในมือและหันมามุ่งเน้นกับสิ่งที่ตัวเองถนัดและสนใจ พร้อมทั้งระวังว่าการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นอาจทำให้เราหลงทางไปสู่เป้าหมายของคนอื่น แทนที่จะเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของตัวเอง
โซเชียลมีเดียทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น
โซเชียลมีเดียกลายเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในสังคมปัจจุบัน ทำให้การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นทวีความรุนแรงมากขึ้นและยาวนานขึ้น คนที่เปรียบเทียบกับความสำเร็จของผู้อื่นอาจรู้สึกผิดหวังและโทษตัวเองมากขึ้น เพราะต้องเห็นการอัปเดตความสำเร็จของคนที่เอามาเปรียบเทียบทุกวัน ส่งผลให้คุณรู้สึกด้อยค่าตัวเองและไม่ภาคภูมิใจกับสิ่งที่ตัวเองทำ
ในความเป็นจริง ถ้าเรามองโลกในแง่จริง เราจะรู้ว่าความสุขที่แท้จริงนั้นไม่สามารถมีได้ตลอดเวลา แต่ในโลกโซเชียลไม่มีใครแชร์ความผิดพลาดหรือความล้มเหลวของตนเอง ทุกสิ่งที่เห็นจึงเป็นแค่ภาพของความสำเร็จ และบางทีอาจเป็นการสร้างภาพลักษณ์ส่วนบุคคลที่ดูฉลาดและเก่งตลอดเวลา ทั้งที่บางครั้งเจ้าตัวอาจไม่ได้โพสต์เอง แต่เป็นทีมงานที่ทำให้ดูดี
โซเชียลมีเดียไม่ใช่โลกจริง มันเป็นแค่โลกเสมือนที่ไม่มีใครสามารถมีชีวิตอยู่ได้ในโลกนี้ ดังนั้นควรหันมาโฟกัสที่การใช้ชีวิตในโลกจริงของตัวเองและมีความสุขกับปัจจุบัน หากมีทุกข์เข้ามาก็ให้แก้ปัญหาค่อยเป็นค่อยไป แทนที่จะไปนั่งมองความสำเร็จของคนอื่นในโลกเสมือนที่เราไม่รู้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลัง
ครอบครัวกดดันให้ต้องประสบความสำเร็จเร็ว
ทุกครอบครัวมักจะมีคนหนึ่งที่นำความต้องการที่จะประสบความสำเร็จของตัวเองในอดีตมาผูกมัดกับลูกหลาน และเรียกมันว่า “ความหวังดี” ทั้งที่จริงแล้วมันคือการกดดันให้เด็กต้องรับภาระความคาดหวังที่พวกเขาไม่ต้องการ การเปรียบเทียบ กดดัน และผลักดันให้ทำให้ได้ กลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยขึ้น โดยเฉพาะเมื่อโซเชียลมีเดียมาเป็นตัวขับเคลื่อนในการโชว์ความสำเร็จของสมาชิกในครอบครัว การกดดันจึงยิ่งทวีความรุนแรง และทำให้ค่านิยมที่ต้องประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุ 30 กลายเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องทำให้ได้
จริงๆ แล้ว ครอบครัวคือปัจจัยสำคัญในการสร้างค่านิยมและทัศนคติทั้งในทางที่ถูกและผิด เราสามารถเห็นได้จากผลกระทบที่เกิดขึ้นในสังคมว่าแต่ละคนเติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบไหน เด็กหลายคนในประเทศไทยพูดคำว่า “ค้นหาตนเอง” กันมากเกินไปเพราะพ่อแม่มักนำความฝันของตัวเองไปใส่ในตัวลูก ทำให้เด็กไม่รู้ว่าตัวเองจริงๆ แล้วชอบอะไร หรือบางครั้งพ่อแม่อาจไม่ได้ฝันให้ลูก แต่ก็เปรียบเทียบลูกกับคนอื่น ทำให้เด็กขาดความมั่นใจในตัวเอง
ครอบครัวเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างบุคคลหนึ่ง และบุคคลนั้นจะมีอิทธิพลต่ออนาคตของสังคม ดังนั้น อย่าไปผลักดันความต้องการของตัวเองให้กลายเป็นภาระของลูก แต่ควรปลูกฝังความรักและความเข้าใจให้กับเด็ก จำไว้ว่า “เด็กจะไม่โตมาเป็นอย่างที่คุณอยากให้เป็น เขาจะเป็นอย่างที่คุณเป็น” หากไม่อยากให้ค่านิยมผิดๆ อย่าง “อายุน้อยร้อยล้าน” กลายเป็น “อายุน้อยหนี้ร้อยล้าน” ก็ให้เริ่มต้นจากครอบครัวและสังคมเล็กๆ ก่อน แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น
