.jpg?ip/crop/w1200h700/q80/jpg)
สิ่งที่พ่อแม่ทุกคนต้องเผชิญในชีวิตคือการที่ลูกทำตัวไม่น่ารัก ไม่ว่าจะเป็นการทำหน้าบึ้งใส่คนอื่น การร้องไห้เสียงดัง หรือการพูดกับผู้ใหญ่ด้วยท่าทางไม่เรียบร้อย เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่ Melinda Wenner Moyer นักเขียนของ New York Times เล่าไว้ว่า ตอนที่ลูกสาววัย 7 ขวบของเธอบอกให้คุณยายวัย 76 ปีหยุดถ่ายรูปตอนจะทานอาหารเย็น เธอตกใจและสงสัยว่าเลี้ยงลูกมาไม่ดีหรือเปล่า ทำไมลูกถึงก้าวร้าวกับยายตัวเองแบบนั้น
พ่อแม่ในยุคนี้คงรู้ดีว่า ถ้าในอดีตเด็กๆ ทำแบบนี้ มีโอกาสโดนลงโทษหรือโดนทำโทษอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้เราเป็นพ่อแม่แล้ว และเราก็ยังคงเน้นย้ำเรื่องการเคารพผู้อื่น เช่นการกล่าวคำว่า “ขอบคุณครับ/ค่ะ” หรือ “สวัสดีครับ/ค่ะ” เราคงต้องยอมรับว่าความสัมพันธ์กับลูกในปัจจุบันก็แตกต่างจากความสัมพันธ์ที่เคยมีระหว่างพ่อแม่กับเราหลายทศวรรษที่แล้ว
มีการศึกษาและงานวิจัยมากมายเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กและวิธีการเลี้ยงดูในยุคนี้ ซึ่งสะท้อนถึงการพัฒนาของความเข้าใจและจิตวิทยาการเลี้ยงลูกอย่างมาก ไม่เหมือนกับสมัยก่อนที่พ่อแม่จะเน้นการสั่งการมากกว่าการฟังลูก พ่อแม่สมัยนี้มักจะพยายามเข้าใจความรู้สึกของลูกๆ ซึ่งแม้เด็กๆ อาจจะไม่สามารถอธิบายความรู้สึกได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่สนใจมัน
ด้วยเหตุนี้ เด็กๆ ในยุคนี้จึงรู้สึกปลอดภัยและเปิดใจที่จะพูดคุยและแสดงความคิดเห็นมากขึ้น เมื่อมีความรู้สึกหรือความคิดใดๆ ในใจ ซึ่งบางครั้งอาจแสดงออกมาในรูปแบบที่ดูไม่ค่อยน่ารัก เช่น การแสดงความดื้อรั้น แต่เหล่านักจิตวิทยากล่าวว่า นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่ดี เพราะมันเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าเด็กๆ รู้สึกปลอดภัยและได้รับความรักจากพ่อแม่และคนรอบข้าง
ดอกเตอร์ เอมิลี่ โลบ (Dr. Emily Loeb) นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย University of Virginia ที่มีความรู้ด้านพัฒนาการของเด็กผ่านการเลี้ยงดูจากพ่อแม่กล่าวว่า
“สิ่งที่เราสังเกตได้คือเด็ก ๆ กล้าพูดกล้าแสดงความคิดเห็นมากขึ้น และอาจมีการโต้แย้งมากขึ้น ฉันเชื่อว่าความท้าทายคือไม่ควรตีความว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่มันคือกระบวนการที่สำคัญและจำเป็น” เมื่อเด็ก ๆ รู้สึกว่าตัวเองได้รับความรักและปลอดภัย พวกเขาจะสามารถ “แสดงออกและค้นหาวิธีเข้าใจโลกด้วยตัวเอง” ได้ดีขึ้น
ลองมองในมุมนี้ดูว่าเมื่อเรามองเห็นเด็กที่เรียบร้อยและเคารพผู้ใหญ่ บางครั้งอาจเกิดจากความกลัวมากกว่าความเคารพจริง ๆ การที่มีคนกล่าวว่าเด็ก ๆ ของเขาประพฤติได้ดีมักเป็นคนที่มีความเชื่อในวิธีการลงโทษและการใช้ ‘ไม้เรียว’
การเลี้ยงดูในแบบที่ใช้อำนาจและความกลัว (Authoritarian Parenting) โดยการลงโทษที่รุนแรงเมื่อเด็กท้าทายหรือไม่เชื่อฟัง เช่น การพูดว่า “เพราะพ่อ (แม่) บอก!” จะทำให้เด็กไม่สามารถเติบโตเต็มที่ได้ ซึ่งการศึกษาพบว่าเด็กจากครอบครัวที่เผด็จการมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้ามากกว่า และมักมีพฤติกรรมที่ก่อกวนมากกว่า รวมถึงมีความนับถือตนเองต่ำกว่าผู้อื่น
ดอกเตอร์ รีเบคกา ชาแรค เฮิร์ชเบิร์ก (Dr. Rebecca Schrag Hershberg) นักจิตวิทยาคลินิกจากนิวยอร์กผู้เชี่ยวชาญในด้านการพัฒนาอารมณ์และสังคมในวัยเด็กกล่าวว่า “จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พบว่า เมื่อเวลาผ่านไป ความกลัวพ่อแม่ทำให้เด็กมีความมั่นใจในตัวเองน้อยลงและต้องการการยอมรับจากภายนอกมากขึ้น”
พ่อแม่ที่มีวิธีการเลี้ยงดูแบบเผด็จการมักจะใช้เทคนิคที่ส่งผลเสียหลายแบบ หนึ่งในนั้นคือ “Conditional Regard” หรือการแสดงความรักเมื่อเด็กทำสิ่งที่พ่อแม่ชอบเท่านั้น เด็กที่เติบโตในครอบครัวแบบนี้เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นมักจะรู้สึกไม่พอใจพ่อแม่ ไม่สนใจการเรียน และไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีเท่ากับเด็กที่เติบโตในครอบครัวที่สนับสนุนโดยไม่ตั้งเงื่อนไข
อีกหนึ่งวิธีที่ผู้ปกครองเผด็จการบางคนใช้คือการควบคุมทางจิตใจ โดยการเล่นกับความรู้สึกของลูกเพื่อให้ได้พฤติกรรมที่ต้องการ “การควบคุมแบบหนึ่งที่คุณขอให้ลูกคิดเหมือนคุณหรือรู้สึกเหมือนที่คุณรู้สึก” ด็อกเตอร์ โลบ อธิบาย ผู้ปกครองที่ใช้วิธีนี้อาจพูดว่า “ลูกไม่ได้จัดเตียง — เป็นเด็กไม่ดีรู้ไหม” หรือ “ถ้าลูกรักแม่ ลูกจะไปนอนได้แล้วนะ”
จากการศึกษาล่าสุดของด็อกเตอร์โลบ ซึ่งติดตามเด็กอายุระหว่าง 13 ถึง 32 ปี พบว่าเด็กที่มีพ่อแม่ที่ใช้การควบคุมทางจิตใจมักจะไม่ประสบความสำเร็จทางวิชาการ และในวัยรุ่นก็ไม่มีเพื่อนฝูงมากนักเมื่อเทียบกับเด็กที่ไม่ได้รับการควบคุมทางจิตใจแบบนี้ เมื่อโตขึ้น พวกเขามักจะมีความสัมพันธ์โรแมนติกที่ไม่ค่อยดีนัก งานวิจัยอื่น ๆ ยังพบความเชื่อมโยงระหว่างการควบคุมทางจิตวิทยาของพ่อแม่กับพฤติกรรมต่อต้านสังคมและความวิตกกังวลในเด็กอีกด้วย
พ่อแม่ที่ใช้การควบคุมทางจิตใจมักเชื่อว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นเป็นสิ่งที่ดี คิดว่าจะช่วยให้ลูกประสบความสำเร็จมากขึ้น แต่ “ผลลัพธ์กลับไม่เป็นอย่างนั้น” ด็อกเตอร์โลบกล่าวว่า “พวกเขาจะลำบากเมื่อต้องคิดด้วยตัวเองในสถานการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของที่บ้าน”
สิ่งที่เราต้องการให้ลูก ๆ ของเราเติบโตขึ้นไปเป็นคือคนที่แข็งแกร่ง มีความสามารถในการคิดและตัดสินใจอย่างกล้าหาญด้วยตัวเอง บางครั้งอาจจะดูไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ตั้งคำถามกับผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าตัวเอง และคิดนอกกรอบ สิ่งที่งานวิจัยบอกก็คือพ่อแม่ที่ใช้คำพูดรุนแรงหรือการลงโทษไม่ได้ช่วยให้เด็ก ๆ มีพัฒนาการที่ดี มันอาจจะส่งผลตรงกันข้าม ในระยะสั้นอาจเห็นว่าเด็ก ๆ เป็นคนเรียบร้อย แต่ระยะยาวอาจสร้างความเสียหายมากกว่าที่คิด
เราต้องการให้ลูก ๆ รู้จักตัวเองและเชื่อมั่นในตัวเอง แต่จะเป็นแบบนั้นได้อย่างไรในเมื่อพ่อแม่เป็นผู้ตัดสินทุกอย่างให้พวกเขา?
แต่ต้องฟังก่อนนะครับ ไม่ได้หมายความว่าเด็ก ๆ ไม่ต้องมีกฎเกณฑ์ ข้อจำกัด หรือไม่ได้รับผลที่ตามมาหากทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะสิ่งเหล่านี้ก็สำคัญ สำหรับพ่อแม่ที่ใช้การเลี้ยงดูแบบ “Permissive Parenting” หรือการปล่อยให้ลูกทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ สิ่งนี้ก็เป็นปัญหาเช่นกัน เด็ก ๆ อาจเติบโตมาเป็นคนเอาแต่ใจ ตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลและควบคุมอารมณ์ไม่ได้ การกำหนดขอบเขตและความคาดหวัง เช่น การตั้งเวลานอนที่แน่นอน การทำความสะอาดห้อง หรือการจำกัดเวลาใช้หน้าจอในแต่ละวันเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาการที่ดี แต่พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องควบคุมตัวตนของลูกหรือลงโทษอย่างรุนแรง
นี่คือรูปแบบการเลี้ยงดูที่เรียกว่า การอบรมแบบเอาใจใส่ (Authoritative Parenting) ซึ่งพ่อแม่จะสนับสนุนให้ลูกพัฒนาไปตามความสามารถและวัยของเขา โดยพ่อแม่จะให้อิสระแก่ลูกในระดับที่เหมาะสมกับอายุของเขา แต่ในขณะเดียวกันก็มีความคาดหวังที่สูงและตั้งข้อจำกัดอย่างเคร่งครัด พ่อแม่จะมีความอบอุ่นและให้เกียรติลูก พร้อมที่จะพูดคุยและต่อรองเมื่อจำเป็น งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า ลูก ๆ ของพ่อแม่ที่เลี้ยงดูแบบนี้มักจะมีผลการเรียนดี ซื่อสัตย์มากขึ้น และมีความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่น
ในยุคนี้ พ่อแม่ต้องเผชิญกับความท้าทายในการเลี้ยงดูเด็กให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในสังคม เด็ก ๆ ที่รู้สึกสบายใจที่จะท้าทายกฎของพ่อแม่หรือปู่ย่าตายาย แม้บางครั้งอาจจะพูดจาหยาบคายหรือไม่สุภาพนั้น แสดงให้เห็นว่าพวกเขารู้สึกว่าตัวเองได้รับความรักและยอมรับจากครอบครัวในสิ่งที่ตัวเองเป็น
แม้ว่าเราทุกคนหวังให้ลูก ๆ ของเราสุภาพและมีมารยาทเมื่อคุยกับผู้ใหญ่ แต่เราก็ต้องภูมิใจในตัวลูกที่สามารถแสดงออกความคิดของตัวเองและกล้าที่จะพูดเมื่ออยู่ในครอบครัวที่เขาเติบโตมา
