
คุณเคยหยุดคิดบ้างไหมว่าเรา Work from Home กันมานานแค่ไหน? อาจจะเป็นเดือนหนึ่ง สามเดือน หกเดือน หรือถึงปีหนึ่งเลยทีเดียว คำตอบของหลายๆ คนอาจทำให้คุณแปลกใจ เพราะเราทำงานจากที่บ้านกันจนชิน จนบางทีก็ลืมนับวัน ลืมนับเวลาไปแล้ว ว่ามันล่วงเลยมานานขนาดไหน บางคนถึงขั้นบ่นว่าจำทางไปออฟฟิศตัวเองไม่ได้แล้ว
ตอนนี้หลายองค์กรยังคงให้พนักงานทำงานจากที่บ้านต่อไป แต่บางบริษัทก็เริ่มเรียกพนักงานกลับเข้าออฟฟิศตามปกติในบางส่วน ช่วงที่เราต้องอยู่คนเดียวและรู้สึกอึดอัดจากการทำงานที่บ้าน หลายคนจึงอยากออกไปข้างนอก แต่เมื่อได้ยินข่าวว่าจะต้องกลับไปทำงานที่ออฟฟิศตามปกติ กลับเกิดความรู้สึกวิตกกังวลแทนที่จะดีใจ กลับรู้สึกไม่มั่นคงและไม่คุ้นเคยกับการกลับไปที่เดิม
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ตั้งใจว่าอยากกลับไปทำงานที่ออฟฟิศ แต่พอได้ยินว่าจะต้องไปจริงๆ กลับรู้สึกกังวลและคิดว่าเป็นเรื่องยากที่จะปรับตัว อยากให้คุณรู้ว่าไม่ได้มีแค่คุณคนเดียวที่รู้สึกแบบนี้ หลายๆ คนก็มีความรู้สึกเดียวกัน เพราะเราทำงานที่บ้านมานานจนคุ้นเคยและเพื่อนร่วมงานก็เจอแค่ผ่านหน้าจอ การที่จะได้เจอทุกคนตัวจริงๆ จึงเป็นเรื่องที่ตื่นเต้น แต่ก็ทำให้รู้สึกไม่มั่นใจว่าเราจะกลับไปสู่ชีวิตปกติได้จริงๆ หรือไม่ เพราะ COVID-19 ยังไม่หายไป
การที่คุณรู้สึกกังวลเกี่ยวกับการกลับไปทำงานที่ออฟฟิศไม่ได้หมายความว่าคุณอ่อนไหวหรือไม่สามารถปรับตัวได้ ลองมาดูเหตุผลอื่นๆ ที่อาจทำให้คุณรู้สึกกังวล เพื่อที่คุณจะได้เตรียมตัวรับมือกับความรู้สึกนี้และผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังจะช่วยให้คุณเข้าใจมุมมองของเพื่อนร่วมงานได้ดีขึ้นและปรับตัวได้ง่ายขึ้น
ความวิตกกังวลจากการเปลี่ยนแปลงที่คาดเดาไม่ได้
โรคระบาดเป็นเหตุการณ์ที่ยากจะควบคุม ซึ่งธรรมชาติของมนุษย์มักจะเรียนรู้จากสิ่งที่คุ้นเคยและสามารถคาดเดาได้ แต่เมื่อเราต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยและไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเมื่อไรจะกลับสู่สภาวะปกติ สัญชาตญาณของมนุษย์จะทำให้เราระมัดระวังภัยมากขึ้นโดยอัตโนมัติ เราจึงเกิดความวิตกกังวลเพิ่มขึ้น และความรู้สึกเหนื่อยล้าที่ต้องรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดเดาได้
เหมือนกับช่วงแรก ๆ ที่คุณเริ่มทำงานในที่ใหม่ ซึ่งเป็นช่วงที่หลายคนรู้สึกเครียด เนื่องจากต้องปรับตัว เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ และเข้าใจวัฒนธรรมการทำงานใหม่ ๆ แม้ว่าการกลับไปทำงานที่ออฟฟิศจะเป็นการกลับไปที่เดิม แต่หลายสิ่งยังคงเปลี่ยนแปลงไป หากคุณกังวลอยู่ ลองมองว่าคุณกำลังก้าวเข้าสู่การเริ่มงานใหม่อีกครั้ง และให้เวลาตัวเองปรับตัวเหมือนกับช่วงเริ่มงานใหม่
การหลีกเลี่ยงสิ่งใดสิ่งหนึ่งมานานทำให้เรารู้สึกกังวลเมื่อถึงเวลาต้องกลับไปทำมัน
ลองนึกถึงนักกีฬาที่ได้รับบาดเจ็บและต้องหยุดพักฟื้นหลายเดือน ในระหว่างนั้นพวกเขาต้องหยุดฝึกซ้อมและพักการแข่งขันจนกว่าร่างกายจะฟื้นฟู เมื่อพวกเขาหายดีและพร้อมกลับไปสู่สนาม พวกเขาก็รู้สึกกังวล แม้จะเคยทำสิ่งนี้เป็นประจำก็ตาม
นี่คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อเราหยุดทำสิ่งที่คุ้นเคยมานาน การฝึกซ้อมที่เคยทำเป็นประจำ พอไม่ได้ทำมานานก็เริ่มรู้สึกไม่คุ้นเคย และเมื่อถึงเวลาจะกลับไปทำมันอีกครั้ง มันเหมือนเป็นการเริ่มต้นใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลาในการปรับตัว และความวิตกกังวลที่สะสมมาก็จะค่อยๆ หายไปเมื่อเรากลับไปทำกิจกรรมเหล่านั้นอีกครั้ง
ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานที่เปลี่ยนแปลงไป
ก่อนที่โรคระบาดจะเกิดขึ้น คุณอาจไม่เคยใส่ใจในสุขภาพของเพื่อนร่วมงานมากนัก แต่ตอนนี้คุณอาจจะรู้สึกกังวลหากเพื่อนร่วมงานที่นั่งข้าง ๆ คุณเริ่มมีอาการคล้ายไข้ หรือไม่สบาย รวมทั้งคุณอาจจะเริ่มสงสัยว่าใครได้รับวัคซีนแล้วบ้าง หรือใครยังไม่ได้ฉีด (กรณีที่บริษัทไม่มีสวัสดิการวัคซีนให้กับพนักงาน) หรือแม้แต่การประชุมออนไลน์ที่ทำให้เพื่อนร่วมงานเห็นบ้านและครอบครัวของคุณ แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่ใช่ความลับ แต่บางครั้งมันก็ทำให้รู้สึกไม่สบายใจและต่อต้านในใจโดยที่เราไม่รู้ตัว
เมื่อกลับมาทำงานที่ออฟฟิศอีกครั้ง หลายคนเริ่มกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของเพื่อนร่วมงานในออฟฟิศ ความวิตกกังวลบางครั้งก็แสดงออกมาโดยไม่รู้ตัว เช่น การแสดงท่าทางรังเกียจต่อคนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน หรือการแสดงความไม่พอใจหากมีคนละเลยมาตรการป้องกันโรคบางประการ นอกจากนี้ยังมีคนบางกลุ่มที่ระมัดระวังตัวเกินไป หรือเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการอยู่ร่วมกับเพื่อนร่วมงาน เช่น ไม่กล้าไปนั่งทานข้าวด้วยกัน พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้บรรยากาศในออฟฟิศตึงเครียดขึ้น เพราะทุกคนต่างกลัวจะติดโรคจากคนอื่น
หากคุณหรือเพื่อนร่วมงานของคุณเผลอแสดงท่าทางที่เหมือนรังเกียจออกมา ก็ไม่ต้องรู้สึกผิดอะไร เพราะมนุษย์มีความกลัวและต้องการปกป้องตัวเองจากโรคระบาด เราไม่รู้ว่าเพื่อนร่วมงานคนไหนไปที่ไหนมาบ้าง หรือเคยไปในพื้นที่ที่มีการระบาด หรืออาจจะมีคนที่ป่วยโดยไม่แสดงอาการ จึงเกิดความวิตกกังวลระหว่างกัน ซึ่งทำให้ความสนิทสนมในที่ทำงานลดลง การจะผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ คงต้องอดทน ยอมรับสถานการณ์ และหลีกเลี่ยงการนินทากัน
เคยชินกับการทำงานจากที่บ้านแล้ว และอยากรักษาชีวิตแบบนี้ในออฟฟิศ
การทำงานที่บ้านในช่วงเวลานี้ถือเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับทุกคนทั่วโลก การปรับตัวของมนุษย์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แม้จะไม่ได้เข้าออฟฟิศ แต่การทำงานยังคงต้องดำเนินไป ในระหว่างนี้ คุณได้เรียนรู้ถึงความแตกต่างระหว่างการทำงานจากที่บ้านและที่ออฟฟิศ และอาจพบว่าการทำงานที่บ้านมีประสิทธิภาพและทำให้มีความสุขมากกว่าการทำงานที่ออฟฟิศ (สำหรับบางคน) เมื่อกลับเข้าออฟฟิศจึงรู้สึกเสียดายและไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่
อย่างที่ได้กล่าวไปว่า คุณได้ปรับตัวจนชินกับการทำงานจากที่บ้านแล้ว เพราะคุณหาวิธีเพิ่มประสิทธิภาพและมีแนวทางที่ช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานจากที่บ้านในอดีต คุณได้เรียนรู้วิธีการสื่อสารและการพูดคุยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นจากการลองผิดลองถูก จนตอนนี้ทุกอย่างลงตัวและไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป
เพราะคุณได้สร้างทุกอย่างให้เหมาะสมกับการทำงานที่บ้าน คุณจึงรู้สึกเสียดายที่ต้องปรับเปลี่ยนชีวิตใหม่ สิ่งที่เคยทำได้ขณะทำงานจากที่บ้านกลับทำไม่ได้เมื่อกลับมาทำงานที่ออฟฟิศ เนื่องจากสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย ขณะที่หลายอย่างที่ทำได้ที่บ้านก็อยากรักษาเอาไว้แม้จะต้องกลับเข้าออฟฟิศ และตอนนี้ออฟฟิศก็กลายเป็นสถานที่ที่คุณรู้สึกไม่คุ้นเคย (แม้จะเป็นออฟฟิศเดิม) ดังนั้นคุณต้องสร้างนิสัยใหม่ทั้งหมดที่ไม่สามารถทำได้เฉพาะเมื่อทำงานที่บ้าน
