V.A.C. THAILAND คือ ร้านสตรีทแวร์ชื่อดังในประเทศไทย ที่ดำเนินงานมากว่า 10 ปี โดยก่อตั้งโดย บ๊อบ - วรากฤช วิวัฒนาเกษม
ตลอดระยะเวลา 10 ปี บ๊อบ - วรากฤช ได้สร้างความน่าสนใจและแปลกใหม่ให้กับวงการแฟชั่น ด้วยการนำเข้าสินค้าเฉพาะตัวที่ผู้คนต่างพากันมาต่อแถวรอซื้อกัน
รวมถึงการเปิดตัวสินค้าภายใต้แบรนด์ V.A.C. Culture ซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่นและสไตล์ที่แตกต่าง เช่น การทำคอลเลกชั่นพิเศษกับ Rae Lil Black ดารา AV ชื่อดังระดับโลก
ล่าสุด V.A.C. ได้ร่วมงานกับ “นารูตู่” เพจล้อการเมืองที่นำเอาภาพของนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ ฯ มาปรับให้กลายเป็นตัวละคร อุจิวะ ซาสึเกะในแบบเฉพาะตัว
ความกล้าหาญในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ, ความคิดสุดล้ำ และเอกลักษณ์ที่ชัดเจนของ บ๊อบ วรากฤช คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้แบรนด์ V.A.C. ยืนหยัดมาจนครบ 10 ปี และขยายสาขาได้ถึง 7 สาขา
หนึ่งในแรงบันดาลใจที่ทำให้เขากล้าเดินตามความคิดของตัวเองคือความชื่นชอบในมังงะ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความหลงใหลของ บ๊อบ วรากฤช… แฟชั่นและมังงะมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไรในชีวิตของเขา คำตอบอยู่ในบทสัมภาษณ์นี้
เคยมีคนพูดไว้ว่าความชอบในวัยเด็กมักจะสะท้อนออกมาในสิ่งที่ทำในภายหลัง อะไรคือสิ่งที่ บ๊อบ วรากฤช ชอบในวัยเด็ก
ถ้าจำไม่ผิด ผมก็เป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่งที่ชอบเล่นกีฬา ชอบศิลปะ และอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นมากๆ ผมไม่ค่อยได้อ่านการ์ตูนฝั่งอเมริกาเท่าไหร่ ส่วนเกมก็เล่นบ้างแต่ไม่บ่อยนัก
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
คุณมีความฝันที่จะเป็นเจ้าของกิจการตั้งแต่เด็กหรือเปล่า ?
คำพูดที่ว่า “อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ” ไม่เคยอยู่ในความคิดของผมเลย แม้ว่าคุณพ่อจะเป็นนักธุรกิจก็ตาม
ตอนนั้นผมเหมือนแค่เด็กเกเรคนหนึ่งที่ไม่ได้สนใจอนาคต ไม่คิดเรื่องการสร้างรายได้หรือความรับผิดชอบอะไรเลย ความฝันในตอนนั้นคงมีแค่การอยากเป็นนักฟุตบอลและสถาปนิก
คุณอ่านมังงะเรื่องอะไรบ้าง ?
จริงๆ บอกไม่หมด เพราะผมอ่านเยอะมาก เคยนับแล้วว่ามีการ์ตูนประมาณ 2,000 เล่มในมือ นี่ยังไม่รวมการ์ตูนที่หายไปจากน้ำท่วมหรือย้ายบ้านนะ
สมัยนั้นไม่มีอินเทอร์เน็ต สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขก็มีแค่การ์ตูนกับกีฬา ส่วนเกมก็ยังไม่ได้แพร่หลายเหมือนตอนนี้
ในเวลาว่างผมจะอ่านการ์ตูนตลอด ผมชอบเก็บการ์ตูนสะสมเอาไว้ การ์ตูนหลักๆ ที่คนไทยอ่าน ผมมีเก็บหมด ไม่เคยอ่านสปอยในออนไลน์เลย เพราะผมซีเรียสมากเรื่องลิขสิทธิ์
ผมอ่านมังงะหลายแนว ไม่ว่าจะเป็นแฟนตาซี, กีฬา, ประวัติศาสตร์ หรือแม้แต่แนวดาร์ก ผมจะเลือกซื้อจากหน้าปก ลองดูประมาณ 4-5 เล่ม อ่านเนื้อหาแล้วตัดสินใจว่าซื้อต่อหรือไม่ ถ้าไม่ใช่แนวก็จะไม่ซื้อเพิ่ม
เชื่อไหมครับ ผมเคยอ่านมังงะที่เล่าเรื่องชีวิตของสัปเหร่อ หรือบางเรื่องพระเอกเป็นปลาแซลมอน พูดถึงการเดินทางของปลาแซลมอน ซึ่งทั้งตลกและสนุกมาก
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
การเสพการ์ตูนมังงะในวัยเด็กมีผลกับคุณอย่างไรเมื่อคุณเติบโตขึ้นมา
การ์ตูนทำให้ผมได้สัมผัสกับงานศิลปะ และมองทุกสิ่งทุกอย่างเป็นศิลปะ ทุกวันนี้ผมยังคงหาเวลาว่างเพื่ออ่านการ์ตูนเหมือนเดิม เช่นเดียวกับการออกกำลังกาย
คนที่มองว่าการ์ตูนเป็นสิ่งที่เหมาะกับเด็กเท่านั้นนั้น คือคนที่มองการ์ตูนในแง่ผิวเผิน จริงๆ แล้วการสร้างการ์ตูนแต่ละเรื่องเป็นเรื่องที่ยากมาก ตั้งแต่การวางพล็อต การเล่าเรื่อง ไปจนถึงลายเส้นที่ต้องวาดออกมา
โดยรวมแล้วการ์ตูนเล่มหนึ่งที่ประสบความสำเร็จจะมีองค์ประกอบหลายอย่างที่ส่งผล ทั้งการสร้างสรรค์เนื้อเรื่องและการถ่ายทอดความคิด ซึ่งการอ่านการ์ตูนจะช่วยเปิดโลกทัศน์ ทำให้เราไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบทางความคิด
ดังนั้นสำหรับผม การ์ตูนไม่ใช่เรื่องไร้สาระ และมันสอนให้เรารู้จักการไม่ตัดสินใครโดยที่ยังไม่ได้รู้จักตัวตนของเขาอย่างแท้จริง
คุณใช้ชีวิตวัยรุ่นในสหรัฐอเมริกา 8 ปี ประสบการณ์นั้นเป็นอย่างไรบ้างครับ
ผมเชื่อว่า หากผมไม่ได้ไปอยู่ที่อเมริกา 8 ปี ผมอาจจะไม่ได้เป็น บ๊อบ-วรากฤช ในแบบที่เป็นอยู่ในตอนนี้ การไปอเมริกาให้ประสบการณ์ที่สำคัญทำให้ผมรู้จักตัวเองมากขึ้น มีระเบียบวินัย และเข้าใจหน้าที่ของตัวเองได้ดีขึ้น
ช่วงที่อยู่ในประเทศไทย เรามักต้องอยู่ภายใต้กรอบของสังคม กรอบของครอบครัว และกรอบของโรงเรียนที่คอยกำหนดว่าเด็กไทยที่ดีควรเป็นอย่างไร ลูกที่ดีควรมีลักษณะเช่นใด
แต่เมื่อเราไปเรียนที่ต่างประเทศ เราได้ใช้ชีวิตในแบบเด็กหอ ไม่มีใครคอยควบคุม ไม่มีพ่อแม่ที่มาคอยบอกให้ทำโน่นทำนี่ ทุกคนต้องรับผิดชอบตัวเอง และทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น เด็กทุกคนจะต้องเข้าร่วมทีมกีฬา ไม่เกี่ยวว่าคุณจะเก่งหรือไม่ แต่ต้องเลือกชมรมกีฬาใดชมรมหนึ่งให้ได้
มันกลายเป็นว่าการอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้นทำให้เราได้ค้นพบว่าเราชอบอะไรจริง ๆ เราสนุกกับอะไร เช่น เราชอบพูดต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก และหลงรักทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ ตั้งแต่การวาดรูปจนถึงการปั้นเซรามิค

.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
ตอนเริ่มต้นทำงานที่ “ไนกี้” คุณไปสมัครเพราะความชอบในแฟชั่นหรือสนีกเกอร์ด้วยหรือไม่?
ไม่ใช่ครับ ผมแค่มองว่าหลังจากกลับมาจากอเมริกาแล้วก็ถึงเวลาที่ต้องเริ่มทำงาน ผมเลือกสมัครไนกี้เพราะบริษัทอยู่ใกล้บ้าน ตึกเอ็มไพร์ครับ
เริ่มต้นจากการที่ผมพิมพ์ resume และเดินเข้าไปในตึก แล้วเปิดดูว่ามีบริษัทไหนบ้างที่น่าสนใจ พบว่ามี 3 บริษัทที่คุ้นเคย หนึ่งในนั้นคือ ไนกี้ ผมก็ยื่นใบสมัครไป หลังจากนั้น ไนกี้ เรียกสัมภาษณ์และถามว่า “สามารถเริ่มงานได้เมื่อไหร่” ผมก็ตอบทันทีว่า “พรุ่งนี้เลยครับ” ซึ่งก็ทำให้ผมได้ทำงานที่ไนกี้ ประเทศไทยในที่สุด
ตอนที่ได้ทำงานในบริษัทระดับโลกอย่างไนกี้ รู้สึกอย่างไรบ้าง?
มันสนุกมากครับ เพราะไนกี้เป็นองค์กรที่ไม่มีข้อบังคับให้ใส่เสื้อเชิ้ตไปทำงาน ซึ่งตรงกับไลฟ์สไตล์ของผมที่ชอบสวมเสื้อยืดและกางเกงยีนส์
ช่วงนั้น ไนกี้ ประเทศไทยยังเป็นบริษัทขนาดเล็ก พนักงานไม่เกิน 30-40 คน ศูนย์บัญชาการหลักตั้งอยู่ที่สิงคโปร์ และหน้าที่ของสำนักงานไทยคือการดูแลลูกค้าและการขนส่งสินค้าเท่านั้น
หากให้คนรุ่นปัจจุบันไปทำงานที่นั่น อาจจะไม่ค่อยมีความสุขสักเท่าไร เพราะงานหลายอย่างที่เราต้องทำเกินจากหน้าที่หลักของตัวเอง
ตอนนั้นความคิดของผมคือ เริ่มต้นจากศูนย์ ไม่มีวิธีหรือแนวทางที่ผูกติดกับตัวเองเลย เวลามีงานใหม่เข้ามา ก็แค่รู้สึกสนุกกับการได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ไม่เคยคิดว่าเป็นงานของเราหรือไม่ แต่เมื่อมีคนโยนงานมาให้ทำ คงเป็นเพราะเห็นว่าเราทำได้ดี
ตอนนั้นการทำงานจนถึง 4-5 ทุ่มเป็นเรื่องปกติ เราไม่เคยคิดว่าเราต้องทำโอทีหรือเปล่า เพราะมองว่าทุกอย่างคือประสบการณ์ที่มีค่า ถึงแม้ว่าจะรู้สึกเหนื่อย แต่ก็ยังมีความสุขกับการทำงาน


ทำงานที่ไนกี้มา 5 ปี แล้ววันหนึ่งคุณตัดสินใจลาออกจากงานที่ดูเหมือนจะมีความสุข เพื่อเริ่มต้นทำธุรกิจของตัวเอง เกิดอะไรขึ้นในตอนนั้น?
เราย้ายแผนกมาสามครั้ง โดยเริ่มจากแผนกขาย ต่อมาเราย้ายมาที่ Sport Marketing ซึ่งแผนกนี้ไม่มี Marketing Manager ในประเทศไทย แล้วหัวหน้าเราตั้งอยู่ที่สิงคโปร์ จึงเกิดความเห็นไม่ตรงกันระหว่างคนที่สิงคโปร์และคนในไทย ทำให้เรารู้สึกไม่สนุกและเริ่มมีปัญหาการเมืองในที่ทำงาน
สุดท้ายเราจึงตัดสินใจลาออกจากงานที่ไนกี้และเปิดช็อปไนกี้ เพราะเรามีความหลงใหลในแบรนด์ไนกี้ และรักแฟชั่นรวมถึงกีฬาด้วย อีกอย่างสยามยังไม่มีร้านไนกี้เลย เลยตัดสินใจเปิดช็อปไนกี้ที่นั่น
จากความคิดแรกที่จะเปิดช้อปไนกี้ สุดท้ายกลายร่างมาเป็น V.A.C. Thailand ได้อย่างไร?
มันผิดแผนไปหมดเลย เพราะอยู่ ๆ ทางสิงคโปร์ก็บอกว่า เขาไม่ให้คนที่ไม่มีประสบการณ์เปิดสาขาใหม่ ทั้งที่ตอนแรกคุยกับไนกี้ไทยแลนด์ก็ดูดี แต่หลังจากที่เราทำสัญญาและจ่ายเงินมัดจำไปล้านกว่าบาทเพื่อเช่าที่ เขาก็กลับมาบอกไม่ให้เปิด
ตอนนั้นเราก็ยอมรับว่าเคว้งไปเลย เราอายุแค่ 20 ปลาย ๆ ก็เลยตัดสินใจโทรหาคนที่ฟิลิปปินส์ เพื่อนก็แนะนำว่า “ถ้าเปิดแบรนด์เดียวไม่ได้ ลองเปิดร้าน Multi-brand Store (ขายทุกแบรนด์) ดูสิ”
เรากลับมาคิดแล้วรู้สึกว่า เออ คำตอบมันชัดเจนอยู่แล้ว แต่นึกไม่ออกตอนนั้น อาจจะเพราะตอนนั้นเราหลงใหลในไนกี้มากจนไม่คิดถึง Multi-brand เลยก็ได้
สุดท้ายเราก็เปิดร้าน V.A.C. Thailand โดยมีคอนเซปต์หลัก ๆ คือ บาสเกตบอล, ฟุตบอล และแฟชั่น เพราะมันคือสามสิ่งที่เราชอบมากที่สุด


คุณใช้หลักการในการเลือกสินค้า หรือไม่เลือกสินค้าใด ๆ เข้าร้านจากอะไร ?
เรามักจะเลือกสินค้าที่เป็นรุ่นพิเศษ เพราะเราเห็นว่าในประเทศไทยยังไม่มีร้านที่ขายสนีกเกอร์รุ่นพิเศษเหมือนที่อื่นๆ ที่ต่างประเทศมีขายหมดแล้ว
เรามองว่าคนไทยแต่งตัวได้ดีมากกว่าหลาย ๆ ประเทศรอบข้าง ทำไมประเทศเหล่านั้นมีสินค้าพิเศษแบบนี้ แต่ในบ้านเรากลับไม่มีช็อปแบบนี้ ส่วนสินค้าที่เราจะไม่เลือก คือสินค้าที่เราคิดว่าขายไม่ได้ หรือสินค้าที่อยู่นอกเหนือจากหมวดหมู่หลัก ๆ อย่างบาส, บอล และแฟชั่น


ความยากของการทำธุรกิจร้านสตรีทแวร์ ที่เน้นขายสินค้าพิเศษเป็นตัวชูโรง
ตอนเริ่มต้นเปิดร้าน ความยากคือการทำให้คนรู้จักร้านเราและดึงให้คนมาซื้อของในร้าน ในยุคที่โซเชียลมีเดียยังไม่เป็นที่นิยมเหมือนทุกวันนี้
ความท้าทายที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการเลือกสินค้าที่จะตอบโจทย์ลูกค้า, การบริหารจัดการพนักงาน, การวางแผนสินค้าที่จะนำมาขาย รวมไปถึงการขยายสาขาไปพร้อมกัน เราคิดว่าทุกอย่างที่ทำมันเต็มไปด้วยความยากทั้งสิ้น
ทุกอย่างต้องใช้การลงทุนที่ค่อนข้างสูง เป็นหลักล้านบาท การติดต่อกับหลาย ๆ แบรนด์ก็เป็นส่วนสำคัญ มันไม่ได้ยากในเรื่องของการขายขาดทุนหรือได้กำไร เพราะหลังจากผ่านไป 6 เดือนแรกก็ไม่ได้ขาดทุน แต่สิ่งที่ยากคือการทำให้การเงินคล่องตัวและสามารถหมุนเงินจ่ายได้ทันเวลา
เนื่องจากเราทำธุรกิจที่เกี่ยวกับ future orders ถ้าสั่งของมามากเกินไปแล้วขายไม่ออก ก็อาจทำให้เราจ่ายเงินให้ไนกี้หรืออาดิดาสไม่ทัน ดังนั้นทุกขั้นตอนที่เราทำนั้นเต็มไปด้วยความท้าทายและความยากทั้งสิ้น


ตอนนั้นคุณคิดว่าตัวเองเสี่ยงไหม ที่เปิดร้านขายสินค้าสตรีทแวร์ แบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในเมืองไทย
บางคนอาจมองว่าเสี่ยง เพราะมันไม่เคยมีใครทำมาก่อน แต่เรากลับมองว่า เพราะมันไม่เคยมีใครทำ นั่นแหละที่ทำให้มันกลายเป็นโอกาสดี ๆ สำหรับเรา
ถ้าเราทำในสิ่งที่มีคนทำมาก่อนในตลาด โอกาสที่เราจะเป็นอันดับ 1 หรือ 2 มันยากมาก เพราะการจะแย่งตำแหน่งเบอร์ 1 ของตลาดไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะกับแบรนด์ใหม่ ๆ ที่เข้ามา
V.A.C. Thailand ทำแบรนด์ V.A.C. Culture ของตัวเองด้วย ตรงนี้แตกต่างกับการจำหน่ายสินค้าให้แบรนด์อื่นอย่างไร ?
การขายสินค้าให้แบรนด์อื่นเราจะไม่ต้องคิดแผนการตลาดให้ซับซ้อนมากนัก เราแค่ช่วยโปรโมทให้สินค้าเด่นขึ้น บางครั้งอาจจะต้องปรับแผนการตลาดให้เหมาะกับตลาดไทย เพราะบางสินค้าบางครั้งนำเข้าแล้วอาจจะไม่ตรงกับความต้องการของคนไทย ต้องหาวิธีการขายให้ได้
แต่เมื่อเทียบกับการทำแบรนด์ของตัวเองอย่าง V.A.C. Culture แล้ว มันยากกว่าเพราะเราต้องออกแบบทุกอย่างตั้งแต่เริ่มต้น คิดแผนการตลาดจาก 0 ดูแลการผลิตสินค้าเอง มันมีขั้นตอนที่มากกว่าและท้าทายกว่าแค่การขายสินค้าให้แบรนด์อื่น


จุดเด่นของ V.A.C. Culture ที่ต่างจากสินค้าแบรนด์อื่นในร้าน
V.A.C. Culture คือสิ่งที่สะท้อนตัวตนของเรา เรามองตัวเองว่าเป็นคนที่ชอบความสนุกสนาน ชอบแต่งตัว ชอบสนีกเกอร์ และสนุกกับการเล่นบาสเกตบอล
เรานำสิ่งที่เราชอบมาผสมผสานลงในลายเสื้อ ไม่ว่าจะเป็นการทำ Parody หรือการล้อการเมือง ซึ่งแบรนด์ใหญ่ ๆ มักไม่ค่อยกล้าทำแบบนี้
ทำไมถึงกล้าเล่นเรื่องการเมืองและเลือกคนมาร่วมงานแบบที่แบรนด์อื่นไม่กล้าทำ อย่างเช่น Rae Lil Black นักแสดงหนัง AV ระดับสตาร์ หรือกับ “นารูตู่” เพจการ์ตูนล้อเลียนการเมืองไทย
V.A.C. Culture ไม่ได้เน้นความเป็นพระเอกหรือภาพลักษณ์หรูหรา แต่แบรนด์นี้สะท้อนตัวตนของเราในอีกมุมหนึ่งที่แท้จริง
ในกรณีของ Rae Lil Black ถามจริงเถอะ มีผู้ชายคนไหนที่ไม่ชอบเรื่องเซ็กส์บ้าง? เรามองว่าเซ็กส์เป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องปกปิดอะไร
คนอาจมองว่า Rae Lil Black เป็นนักแสดง AV ซูเปอร์สตาร์และสตรีมเมอร์ ซึ่งก็ใช่! แต่เรามองว่า Rae Lil Black คือแบรนด์ระดับโลกที่มีผู้ติดตามทั่วโลก ถ้าเราสามารถร่วมงานกันได้ ก็จะช่วยให้แบรนด์ของเราเป็นที่รู้จักมากขึ้นในระดับสากล
ผลลัพธ์ที่ได้คือเรามี direct message จากต่างประเทศติดต่อเข้ามาเพื่อซื้อสินค้าของ Rae Lil Black หรือในกรณีของ “นารูตู่” จริง ๆ ก่อนหน้านี้ V.A.C. Culture ก็เคยมีสินค้าที่ล้อการเมืองในคอลเลกชั่น กะลาแลนด์ ออกมาแล้ว 3-4 ชุด
เราทำงานกับศิลปินชื่อ “นารูตู่” เพราะเห็นว่าเขานำลายเส้นจากการ์ตูน นารูโตะ มาดัดแปลงล้อเลียนการเมือง ซึ่งมันเจ๋งมาก และคิดว่าจะสนุกถ้าได้ออกแบบสินค้าร่วมกัน


คุณมองว่าคนไทยตอนนี้ หันมาสนใจแฟชั่นสตรีทแวร์ มากแค่ไหน ? ดีต่อธุรกิจคุณอย่างไร
คนไทยเริ่มสนใจสตรีทแวร์มากขึ้น เพราะมันกลายเป็น mainstream แต่เราก็ยังไม่รู้ว่าเทรนด์นี้จะอยู่กับคนไทยไปนานแค่ไหน เพราะพฤติกรรมของคนบ้านเราคือมักทำตามกลุ่มใหญ่ ๆ จะรู้สึกปลอดภัยกว่า และยังไม่ค่อยชอบเลือกอะไรด้วยตัวเองสักเท่าไหร่
ตราบใดที่สตรีทแวร์ยังคงเป็นสินค้าที่อยู่ในกระแสของคนหมู่มาก ธุรกิจนี้ก็ยังสามารถดำเนินต่อไปได้ แต่หากวันใดมีแนวโน้มใหม่เข้ามาแทนที่ เราก็ต้องตัดสินใจว่าจะปรับตัวตามเทรนด์นั้นหรือไม่
หากปรับแล้ว เราจะเสียเอกลักษณ์ของตัวเองหรือไม่? เราจะสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ในตอนนั้นได้หรือเปล่า? ตอนนี้เราคงไม่สามารถบอกได้ว่าเราต้องทำอย่างไรเพื่อความอยู่รอด ต้องรอดูว่าเมื่อถึงวันนั้น เทรนด์ใหม่ที่จะเกิดขึ้นจะเป็นอะไร


V.A.C. Thailand ยืนหยัดในตลาดมา 10 ปีแล้ว จากร้านที่ไม่มีคู่แข่ง ตอนนี้มีร้านสตรีทแวร์เปิดใหม่มากมายตามตลาดที่เติบโต คุณทำอย่างไร V.A.C. จึงยังคงยืนอยู่ได้อย่างมั่นคงในตลาดนี้
จริง ๆ ร้านใหม่ ๆ ที่เปิดมา ก็เหมือนร้านขายอุปกรณ์กีฬาทั่วไป เราไม่ได้บอกว่าร้านแบบนี้ไม่ดีนะ แต่ร้านเหล่านี้ไม่ได้มีความเป็นตัวตน ไม่ได้สะท้อนลักษณะนิสัยของเจ้าของร้าน และขาดจิตวิญญาณที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของตัวเอง
ถ้าเราเข้าไปในร้านเหล่านี้ เราจะรู้สึกว่ามันไม่ได้แตกต่างจากร้านอื่นมากนัก อาจจะต่างแค่บางสินค้าก็เท่านั้น ซึ่งแตกต่างจาก V.A.C. ที่มีความเป็นตัวเราหรือ Carnival ที่สะท้อนตัวตนของ ปริ๊น (อนุพงศ์ คุตติกุล - เจ้าของร้าน)
เราไม่เคยบอกว่าสิ่งที่เราทำมันถูกต้องหรือดีกว่าร้านอื่น ๆ เราไม่ได้พูดถึงตรงนั้น แต่สิ่งที่เราทำมันเหมาะสมกับ V.A.C. และทำให้ตัวตนของร้านเราโดดเด่นขึ้น นี่คือเหตุผลที่ทำให้เรายังสามารถยืนหยัดอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงสินค้าไปอย่างไร
