
ถ้าคุณขับรถในประเทศไทย คุณอาจเคยเห็นสติกเกอร์คำขวัญท้ายรถที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน หรือคำคมให้กำลังใจในการดำเนินชีวิต ในขณะที่ในอเมริกาสติกเกอร์เหล่านี้มักจะมีข้อความเช่น “จงทำดีแบบไม่มีเงื่อนไข” (Perform random acts of kindness) เพื่อกระตุ้นให้คนเราทำสิ่งดีๆ โดยไม่ต้องคิดล่วงหน้า และยังมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนแนวคิดนี้ที่ว่าความมีน้ำใจจะช่วยส่งเสริมสุขภาพของผู้ให้ได้ด้วย
ไมเคิล แมคคัลโล นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย University of California San Diego กล่าวว่ามนุษย์ถูกออกแบบมาให้มีความมีน้ำใจโดยธรรมชาติ เช่นเดียวกับอารมณ์อื่นๆ เช่น ความโกรธ ความหวั่นไหว ความเศร้า หรือความต้องการแก้แค้น
อาจารย์ไมเคิล แมคคัลโล ยังเสริมว่า สัตว์ส่วนใหญ่จะช่วยเหลือเฉพาะสมาชิกในกลุ่มของตัวเองเท่านั้น แต่ไม่สนใจสัตว์แปลกหน้า ซึ่งตรงข้ามกับมนุษย์ที่มีเหตุผลในการคิดและเข้าใจว่าไม่มีความแตกต่างระหว่างคนรู้จักกับคนแปลกหน้า อีกทั้งเราก็ตระหนักว่าคนแปลกหน้าก็อาจจะช่วยเหลือเรากลับได้เช่นกัน หากเราปฏิบัติดีกับพวกเขา
ไบรอัน แฮร์ นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัย Duke University ผู้เขียนหนังสือ “Survival of the Friendliest” กล่าวว่า ความมีน้ำใจและความเป็นมิตรมีผลดีต่อการอยู่รอดของสายพันธุ์ต่างๆ เช่น แบคทีเรีย ดอกไม้ หรือแม้แต่ลิงโบโนโบ (bonobos) ซึ่งพบว่าพวกมันยิ่งมีเพื่อนมากและช่วยเหลือกันมากเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น
โอลิเวอร์ เคอร์รี นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและผู้อำนวยการขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไร Kindlab ที่มุ่งเน้นการวิจัยเกี่ยวกับความเมตตาปรานีของมนุษย์ กล่าวว่า ความเมตตานี้มีมาตั้งแต่ก่อนที่ศาสนาจะเกิดขึ้นบนโลก และว่า ความมีน้ำใจคือสิ่งที่เป็นสากล และเหตุผลที่มนุษย์มีน้ำใจเป็นเพราะเราคือสัตว์สังคมที่ได้รับประโยชน์จากการมีน้ำใจของตัวเองภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม
ในการศึกษาอีกชิ้นหนึ่ง พบว่า ผู้คนให้คุณค่ากับความเมตตาปรานีมากกว่าคุณค่าทางด้านอื่นๆ โดยอานัต บาร์ดิ นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย University of London ได้ทำการศึกษาค่านิยมของมนุษย์ และได้รวมรายการคุณค่าหลายประการ เช่น ความเมตตา ความคิดสร้างสรรค์ ความมุ่งมั่น ความยึดถือขนบธรรมเนียม ความมั่นคง การเรียกร้องความยุติธรรม และการแสวงหาอำนาจ ซึ่งปรากฏว่า ผู้คนเลือกความเมตตาปรานีเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก
ในด้านผลดีต่อสุขภาพมนุษย์ ซอนยา ลิวโบมีร์สกี (Sonja Lyubomirsky) อาจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย University of California Riverside ได้ทำการศึกษามานานกว่า 20 ปี และพบว่า ผู้คนรู้สึกดีขึ้นเมื่อได้แสดงความเมตตาและมีน้ำใจให้แก่ผู้อื่น มากกว่าการแสดงความเมตตาต่อตนเอง และความเมตตาปรานีถือเป็นสิ่งที่มีพลังอย่างมาก
ในการทดสอบหนึ่ง ลิวโบมีร์สกี แบ่งกลุ่มคนออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกต้องทำความดี 3 สิ่งให้กับคนอื่นๆ 3 คนต่อสัปดาห์ เช่นการเปิดประตูให้คนอื่น ส่วนกลุ่มที่สองเลือกทำดีให้ตนเอง 3 สิ่งต่อสัปดาห์ ผลปรากฏว่า กลุ่มที่ทำดีให้กับผู้อื่นรู้สึกมีความสุขและเชื่อมต่อกับคนอื่นมากกว่า
เคอร์รี นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เห็นด้วยกับผลการวิจัยนี้ โดยระบุว่ามีการศึกษามากกว่า 27 ชิ้นที่ยืนยันว่า ความมีน้ำใจช่วยให้คนรู้สึกดีขึ้นได้จริง
อาจารย์ด้านจิตวิทยาผู้นี้ได้ลึกซึ้งในการศึกษาความมีน้ำใจในกลุ่มผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง และพบว่า เมื่อพวกเขาช่วยเหลือผู้อื่น พวกเขามีสุขภาพกายที่ดีขึ้น การวิจัยของลิวโบมีร์สกียังพบว่า เมื่อเรามีจิตใจที่งดงามและช่วยเหลือผู้อื่น ภาวะการอักเสบในร่างกาย หรือ Inflammation จะลดลง
การศึกษาอื่นๆ ของเธอพบว่า ผู้ที่แสดงความมีน้ำใจแก่ผู้อื่นมักจะมียีนต้านไวรัสเพิ่มขึ้นในร่างกาย ซึ่งอาจสะท้อนว่า ความเมตตาปรานีแม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถสร้างคุณประโยชน์มหาศาลต่อชีวิตได้
