ในอนาคต การรักษาอาการบาดเจ็บของกระดูกอาจไม่ต้องอาศัยการตัดกระดูกจากที่อื่นในร่างกาย หรือการใช้วัสดุเทียมอย่างไททาเนียมอีกต่อไป เพราะการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่สามารถสร้างกระดูกมนุษย์จากห้องแล็บให้เหมือนกับกระดูกเดิม โดยการผสมสเต็มเซลล์จากมนุษย์เข้ากับกระดูกจากวัว กำลังกลายเป็นความจริงที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น
ความสำเร็จนี้เป็นผลงานของนักวิทยาศาสตร์ไทยในสาขาวิศวกรรมชีวการแพทย์ ผู้ร่วมก่อตั้ง EpiBone สตาร์ทอัพที่นิวยอร์ก ซึ่งเป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยีนี้
ในขณะนี้กำลังมีแผนที่จะเริ่มการทดลองในมนุษย์ในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาโพรดักต์ของเรา จากการทำงานในห้องแล็บ ตอนนี้เราได้ก้าวเข้าสู่สถานะบริษัทในช่วง clinical stage ซึ่งเป็นการพัฒนาที่เราภูมิใจ
เสียงของเครื่องจักรขนาดเล็กที่ใช้ในการเตรียม “บ้าน” สำหรับกระดูกใหม่ของมนุษย์ เป็นเสียงที่ได้ยินจากห้องแล็บของ EpiBone ซึ่งกำลังพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถสร้างกระดูกจากไขมันเพียงไม่กี่มิลลิลิตร เพื่อทดแทนกระดูกที่เสียหายหรือแตกหัก
หัวหน้าผู้ผลักดันสำคัญของ EpiBone คือ ดร. สารินทร์ ภูมิรัตน หรือที่รู้จักกันในชื่อ ดร. อิ๊ก นักวิจัยชาวไทยที่นำผลงานวิจัยการสร้างชิ้นส่วนขากรรไกรหมูจากห้องแล็บของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย มาใช้พัฒนาต่อในวงการธุรกิจ
“เมื่อเราเริ่มทดลองใส่กระดูกในสัตว์ทดลอง และเห็นว่ามันเชื่อมต่อกันได้ดี พร้อมทั้งสร้างกระดูกใหม่ที่มีลักษณะเหมือนกระดูกจริง ๆ ก็ทำให้เราเริ่มคิดว่าเราจะพัฒนาเทคโนโลยีนี้ให้สามารถนำมาใช้รักษาผู้ป่วยได้จริงๆ จึงตัดสินใจก่อตั้งบริษัทขึ้น”
การทดลองในครั้งนั้นถือเป็นครั้งแรกที่นักวิจัยสามารถนำสเต็มเซลล์จากไขมันมาสร้างกระดูกใหม่ในห้องแล็บให้มีรูปร่างและลักษณะที่เหมือนกับกระดูกเดิมได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ในปี 2556 เมื่ออายุเพียง 31 ปี ดร. สารินทร์ จึงได้ร่วมกับ นีนา แทนดอน (Nina Tandon) เพื่อนนักศึกษาปริญญาเอก และกอร์ดานา วุนหยัค โนวาโควิค (Gordana Vunjak-Novakovic) อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมเนื้อเยื่อ ก่อตั้ง “เอพิโบน” ขึ้น หลังจากเห็นว่าเทคโนโลยีของพวกเขามีศักยภาพในการรักษาโรคกระดูก โดยเฉพาะความผิดปกติของกระดูกใบหน้าที่เกิดขึ้นแต่กำเนิด
“มันมีความต้องการทางการแพทย์ที่ชัดเจน เมื่อคุยกับหมอ หมอหลายคนเล่าให้ฟังว่าเขามีคนไข้ที่ต้องไปตัดกระดูกจากส่วนอื่นของร่างกายมาเจียให้มีรูปร่างที่พอเหมาะก่อนที่จะใส่เข้าไปในส่วนที่ต้องการ บางครั้งกระดูกที่ใช้ก็เหมือน บางทีก็ไม่เหมือน หมอก็เชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยได้ในการผ่าตัด กระตุ้นให้เราพัฒนาต่อไปเพื่อสร้างกระดูกที่มีรูปร่างตรงกับความต้องการของผู้ป่วยจริง ๆ”
ดร. สารินทร์กล่าวกับวีโอเอไทยว่า ในการรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหากระดูก ไม่ว่าจะเกิดจากอุบัติเหตุ หรือโรคมะเร็ง แพทย์มักจะต้องผ่าตัดเอากระดูกจากส่วนอื่นของร่างกาย เช่น เอว ขา หรือซี่โครง เพื่อมาซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย ซึ่งจะต้องทำการผ่าตัดสองครั้ง สร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ป่วยเพิ่มขึ้น หรือหากต้องใช้กระดูกจากผู้บริจาคก็มีความเสี่ยงที่ร่างกายผู้ป่วยจะต่อต้าน
เอพิโบนต้องการสร้างกระดูกที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล โดยใช้เทคโนโลยีการสแกน เช่น ซีทีสแกน (CT Scan) หรือ แคทสแกน (CAT Scan) เพื่อวิเคราะห์และจำลองรูปร่างของกระดูกที่ผู้ป่วยต้องการ
"เราจะทำซีทีสแกนของผู้ป่วย แล้วดูว่ากระดูกที่เขาต้องการนั้นมีลักษณะอย่างไร มีความโค้งเป็นแบบไหน หนา-บาง หรือใหญ่-เล็กแค่ไหน จากนั้นเราจะนำข้อมูลนี้ไปให้ทีมวิศวกรที่จะแปลงข้อมูลเป็นดีไซน์ จากนั้นวิศวกรก็จะสร้าง scaffold ซึ่งเหมือนบ้านที่ใช้เลี้ยงกระดูกนี้"

จากนั้น เอพิโบนจะนำไขมันของผู้ป่วยมาสกัดสเต็มเซลล์ เพื่อนำมาทำให้เติบโตบน scaffold หรือบ้านใหม่ที่ทำจากกระดูกวัว ซึ่งได้กำจัดเซลล์เก่าออกหมดแล้ว เหลือเพียงคอลลาเจนและแร่ธาตุ
"ส่วนหนึ่งจะเอาไขมันจากผู้ป่วยประมาณ 30 มิลลิลิตร ส่งไปที่ห้องแล็บเพื่อสกัดสเต็มเซลล์ แล้วนำมาขยายจำนวนให้พอเพียงกับการสร้างกระดูก หลังจากนั้นเราจะใส่เซลล์ลงในกระดูก แล้วนำไปเลี้ยงในไบโอรีแอคเตอร์ (bioreactor) ซึ่งเป็นเครื่องที่พัฒนาขึ้นเพื่อเลี้ยงกระดูกให้เป็นรูปร่างตามที่ต้องการ ผ่านไปประมาณสามสัปดาห์ เราจะเห็นกระดูกที่มีเซลล์มีชีวิต มีโปรตีนกระดูก และแร่ธาตุ ที่มีความแข็งเหมือนกระดูกจริง ๆ"

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เอพิโบนได้รับการอนุมัติจากสำนักงานอาหารและยาของสหรัฐ (FDA) ให้เริ่มทดลองในมนุษย์ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสำหรับสตาร์ทอัพที่มีอายุเพียง 6 ปี
"ตอนนี้เรากำลังวางแผนเริ่มทดลองในมนุษย์ในต้นปีหน้า ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสำหรับผลิตภัณฑ์ของเรา จากการทำงานในห้องแล็บ เรากลายเป็นบริษัทที่อยู่ในขั้นตอนการทดลองกับมนุษย์ (clinical stage company) ซึ่งเป็นความคืบหน้าที่เราภูมิใจมาก พอได้รับข่าวนี้ก็รู้สึกดีใจอย่างมาก"
ชิ้นส่วนกระดูกที่เอพิโบนเตรียมนำไปทดลองในมนุษย์ คาดว่าจะใช้ในการรักษาความผิดปกติของกระดูกขากรรไกร ซึ่งเพื่อให้มาถึงจุดนี้ ดร. สารินทร์กล่าวว่า เอพิโบนได้ทำการวิจัยและทดสอบอย่างเข้มข้นหลายปีเพื่อส่งข้อมูลให้สำนักงานอาหารและยาของสหรัฐ เนื่องจากเทคโนโลยีที่เอพิโบนพัฒนาขึ้นเป็นนวัตกรรมใหม่ที่แตกต่างจากยาและเวชภัณฑ์ทั่วไป
นอกจากกระดูกสำหรับซ่อมแซมโครงหน้าแล้ว เอพิโบนยังมีผลิตภัณฑ์อีกสองตัว ได้แก่ กระดูกอ่อนที่ได้เริ่มทดลองในสัตว์แล้ว และแพ็คเกจเซลล์สำหรับซ่อมแซมกระดูกอ่อนที่สามารถฉีดเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งการศึกษานี้ได้รับเงินทุนจากกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ
