วรรษชล ศิริจันทนันท์, ปวเรศ วงศ์เพชรขาว
การทำงานร่วมกันเป็นทีมเป็นสิ่งสำคัญ มองตาเพื่อนร่วมงานบ้าง เพื่อสุขภาพจิตที่ดีในการทำงาน
อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้บางคนตัดสินใจลาออกจากงาน? คำตอบที่ได้บ่อยที่สุดคงจะเป็น “งานนี้ไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองต้องการ” “ไม่รู้สึกท้าทายแล้ว” “ทำงานเดิมๆ อยากหาประสบการณ์ใหม่” “หัวหน้าไม่โอเค”
แต่คุณรู้ไหมว่า มีการอธิบายทางจิตวิทยาที่ซ่อนอยู่ในเหตุผลเหล่านั้นที่ลึกซึ้งกว่าที่คิด
หลายคนอาจมองว่าออฟฟิศเป็นแค่สถานที่ทำงานประจำวันเพื่อแลกกับเงินเดือนเพื่อมาใช้ในชีวิตประจำวัน แต่หากเนื้องานสนุกและท้าทาย ทำให้เรามีความสุขและมีแรงบันดาลใจในการทำงานก็อาจไม่เพียงพอ เพราะการมีความสัมพันธ์ที่ดีและสังคมในที่ทำงานก็สำคัญไม่แพ้กัน
หากเราคำนวณชั่วโมงในแต่ละสัปดาห์ที่ใช้ไปกับงาน โดยไม่รวมเวลานอนที่เราไม่สามารถควบคุมได้ จะพบว่าเราทุ่มเทเวลาให้กับงานและเพื่อนร่วมงานมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของชีวิตทั้งหมด ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เราใช้เวลากับเพื่อนร่วมงานมากกว่าครอบครัวหรือคนรักเสียอีก!

เคยสังเกตตัวเองบ้างไหมว่า หลังจากที่เรียนจบและเริ่มทำงาน เมื่อได้เจอเพื่อนเก่าๆ บ่อยครั้งที่เราจะพูดถึงเรื่องงานเป็นเรื่องแรกๆ รองจากเรื่องความรัก ถ้าไม่พูดถึงเนื้องานก็มักจะพูดถึงความสัมพันธ์ในที่ทำงาน เช่น กับหัวหน้า ลูกน้อง หรือเพื่อนร่วมงานสนิท ในหลายครั้งความสัมพันธ์ในที่ทำงานอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราตัดสินใจย้ายที่ทำงาน หรือเลือกอยู่ที่เดิมต่อไป รวมไปถึงการติดต่อกับหน่วยงานภายนอกด้วย
มาลองดูกันว่าในออฟฟิศนั้นมีความสัมพันธ์แบบไหนบ้าง
ทำไมต้องสนใจด้วย? ไม่ได้ทำงานร่วมกัน แค่คนละแผนกก็พอแล้วนะ?
ก็จริงว่าเราไม่จำเป็นต้องไปยุ่งกับคนที่ไม่ได้ทำงานร่วมกัน แต่บางครั้งการที่มีคนบางคนอยู่ใกล้ๆ แม้ว่าเราไม่ได้พูดคุยกันโดยตรง ก็อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเรา งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า การอยู่ใกล้คนที่มีอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ เดาทางยาก อาจทำให้เราเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว เช่น การทำงานกับเพื่อนร่วมงานในแผนกเซลส์คนหนึ่ง ที่มีพฤติกรรมขี้ประจบและโมโหร้าย การที่เขามีอยู่ในที่ทำงานอาจทำให้เราเริ่มระวังพฤติกรรมตัวเองมากขึ้น หรือเกิดความรำคาญใจ ซึ่งหากสะสมไปเรื่อยๆ ก็อาจกลายเป็นความเครียด และอาจทำให้เราไม่กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นหรือทำสิ่งต่างๆ ได้เต็มที่ ซึ่งส่งผลเสียต่อการใช้ความคิดและการแสดงออกในที่ทำงาน ดังนั้น การดูแลสุขภาพจิตและการจัดการความสัมพันธ์ในที่ทำงานจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้าและลูกน้อง
บางคนอาจมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับชีวิตการทำงานมากนัก หรืออาจไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเราเท่าไร แต่ในความเป็นจริง บุคลิกและการกระทำของหัวหน้าเหล่านี้มีอิทธิพลกับเราอย่างลึกซึ้งตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน อาจจะไม่รู้ตัวเลยว่าเรากำลังเปลี่ยนแปลงไปตามรูปแบบของพวกเขา หากเราชื่นชอบเขา การมองเขาเป็นแบบอย่างในด้านต่างๆ ก็อาจเกิดขึ้นได้
ดังนั้น ความสัมพันธ์ในรูปแบบนี้จึงสามารถเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เราตัดสินใจว่าจะอยู่ที่นี่ต่อไปหรือไม่ บางครั้งหัวหน้าบางคนเลือกใช้วิธีการสร้างความกลัวเพื่อให้พนักงานทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเชื่อว่า การสร้างความยำเกรงจะช่วยให้ทีมงานเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และรับมือกับความเสี่ยงได้ดีขึ้น
แม้ว่าการสร้างความกลัวอาจช่วยให้พนักงานร่วมมือกันในช่วงสั้นๆ แต่งานวิจัยเกี่ยวกับการเป็นผู้นำ (Leadership) ชี้ว่า สิ่งนี้ไม่สามารถช่วยให้บริษัทพัฒนาและเติบโตได้อย่างยั่งยืน เพราะ ‘ความเคารพยำเกรง’ และ ‘ความกลัว’ มีเพียงเส้นบางๆ ที่แบ่งแยก การทำงานภายใต้หัวหน้าที่สร้างความกดดันและกลัวตลอดเวลา อาจทำให้เราต้องเก็บอารมณ์และความไม่พอใจเอาไว้ในใจ
บางครั้ง เมื่อเรารู้ว่างานที่ทำออกมาไม่ดี หรือมีข้อผิดพลาดที่อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ขึ้น พนักงานบางคนมักเลือกที่จะเบี่ยงเบนความสนใจของหัวหน้างาน หรือใช้การพูดเล่นเพื่อคลายความตึงเครียดแทน แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาแนะนำว่า หัวหน้างานหรือเจ้าของบริษัทควรทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี (Role Model) เพราะนอกจากจะช่วยให้พนักงานรู้สึกไว้วางใจและเปิดใจมากขึ้นแล้ว ยังช่วยให้พวกเขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรและเชื่อมโยงกับงานที่ทำได้มากขึ้นด้วย

ความสัมพันธ์กลุ่มที่บางครั้งเราก็ไม่ได้อยู่ด้วย
เคยรู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกิน หรือถูกกันออกจากกลุ่มบ้างไหม? ลองนึกภาพคุณอยู่ในบริษัทแล้วไม่มีที่ไหนให้เกาะกลุ่ม หันไปทางไหนก็เห็นแต่กลุ่มสาวๆ คุยเรื่องเกาหลี กลุ่มคนอายุมากกว่าบ่นเรื่องการเมืองกับเด็กๆ กลุ่มนั้นก็เป็นผู้ชายเล่นฟุตบอล ส่วนอีกกลุ่มก็เป็นพวกเนิร์ดเกมหรือโอตาคุ ส่วนเราไม่มีความสนใจเหมือนกับใครเลย
หากคุณอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ อาจรู้สึกเหมือนเป็นคนที่ตกขอบ หรือเกิดอาการ FOMO (Fear of Missing Out) เช่น ถ้าเห็นคนอื่นหัวเราะพร้อมกันในขณะที่พวกเขากำลังส่งข้อความใน LINE กลุ่มที่เราไม่ได้อยู่ ในบางครั้งมันทำให้รู้สึกอึดอัด และส่งผลกระทบต่ออารมณ์การทำงานโดยรวม แม้บางคนอาจคิดว่าแค่มาทำงานแล้วกลับบ้านไปก็พอ แต่จริงๆ แล้ว สถานการณ์แบบนี้ค่อยๆ ทำลายความกระตือรือร้นในการทำงานของเรา จนบางคนอาจตัดสินใจย้ายที่ทำงานในที่สุด
วิธีการจัดการกับเรื่องนี้ไม่ยากเลย เพียงแค่ลองถามเพื่อนร่วมงานเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาสนใจดูบ้าง ไม่จำเป็นต้องฝืนตัวเองหรือสร้างบุคลิกใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อดึงดูดความสนใจ แค่ตระหนักว่า ทุกคนต่างก็อยากได้รับความจริงใจ และแค่เลือกแสดงตัวตนในวิธีที่เหมาะสมและถูกกาลเทศะ ก็จะทำให้เรามีความสุขในแต่ละวัน และยังรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงานได้อีกด้วย!

อะไรก็ไม่สุดสักอย่าง!
จากที่กล่าวมาทั้งหมด แม้จะพยายามเต็มที่ บางครั้งก็ยังรู้สึกว่าไม่สนิทกับใครในที่ทำงาน รู้สึกโดดเดี่ยวมากๆ แต่ไม่ต้องท้อไป เพราะเชื่อว่าในที่ทำงานนั้นจะต้องมีคนที่รู้สึกเหมือนกับเรา งานวิจัยเกี่ยวกับความผูกพันที่พนักงานมีต่อองค์กร (Intimacy and Organization) ชี้ให้เห็นว่า บางครั้งการที่ใครสักคนจะรู้สึกดีต่อที่ทำงาน ต้องอาศัยการแลกเปลี่ยนทัศนคติระหว่างองค์กรและบุคคล และการมีส่วนร่วมในรูปแบบที่มากกว่าการทำงานไปวันๆ
องค์กรและผู้บริหารต้องแสดงออกถึงการยอมรับเป้าหมายที่พนักงานมีต่อองค์กร ทำให้พวกเขารู้สึกว่าความพยายามและทุ่มเทของพวกเขามีความหมาย พร้อมทั้งยอมรับความต้องการและความสนใจส่วนบุคคล ซึ่งการสร้างความเข้าใจนี้ จะทำให้พนักงานรู้สึกว่าความผูกพันที่เกิดขึ้นไม่ใช่จากการบังคับหรือความจำเป็น แต่เป็นการยอมรับจากภายใน
สิ่งที่ควรรู้ก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างเราและเพื่อนร่วมงาน รวมถึงบรรยากาศในที่ทำงาน จะเกิดขึ้นได้เมื่อทุกคน ‘ใช้เวลา’ ร่วมกันมากพอ ซึ่งหมายความว่าแต่ละคนได้มีการแลกเปลี่ยนและสื่อสารกันในช่วงเวลานั้น ไม่ใช่แค่การนั่งอยู่ในห้องเดียวกันแบบเงียบๆ
เมื่อเราลงมือใช้เวลาเพื่อเข้าใจซึ่งกันและกัน เราก็จะสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านความชอบที่คล้ายกัน หรือการเข้าใจในอารมณ์ของกันและกัน เท่านี้แหละ ที่ทำให้ทุกคนรู้สึกว่า ที่ทำงานเป็นเหมือน ‘บ้าน’ หลังที่สอง ที่เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ดังนั้นจึงเห็นได้ชัดว่า อารมณ์ของเรากับอารมณ์ของคนอื่นในที่ทำงานมีความสำคัญพอๆ กัน ถ้าคนอื่นมีความสุขแต่เรามีความทุกข์ มันก็จะทำให้บรรยากาศรอบโต๊ะทำงานเราไม่ดี หรือแม้ว่าเราจะมีความสุข แต่คนอื่นทุกข์ ก็ไม่สามารถเรียกที่นี่ว่าเป็นครอบครัวได้
ไม่ว่าจะสนุกกับงานแค่ไหน หรือท้อแท้ขนาดไหน ถ้าเราลองมองคนข้างๆ ให้มากขึ้น บางทีเราอาจจะเจอความสัมพันธ์ดีๆ ที่รอคอยอยู่นั่นเอง
