คำถามที่ว่า “ถ้าผมไม่ใช่ลูกเจ้าของชาร์ป ผมจะเป็นใคร” เผยความรู้สึกอย่างแท้จริงจากใจที่นี่ที่เดียว
เมื่อพูดถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง SHARP คงเป็นหนึ่งในตัวเลือกหลักที่หลายๆ ครอบครัวไว้วางใจ ทำให้ 'คุณแชมป์-ปุณยธร สุทธิพงษ์ชัย' ทายาทคนเดียวของบ้านกลายเป็นความหวังในการสานต่อธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าของครอบครัว ซึ่งตั้งแต่เด็กจนโตเป้าหมายเดียวที่เขามีคือการเดินตามรอยพ่อแม่
“ในชีวิตของผม ไม่มีความคิดอยากทำอะไรอย่างอื่นเลย”
นอกจากการเป็นทายาทและสานต่อธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าของครอบครัว”
การเป็นบุตรชายคนเดียวของครอบครัวในขณะที่พี่สาวเลือกไปทำธุรกิจด้าน Healthcare ทำให้ 'คุณแชมป์-ปุณยธร สุทธิพงษ์ชัย' กลายเป็นความหวังของคุณพ่อศุภชัย สุทธิพงษ์ชัย ในการสืบทอดธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าชาร์ป ซึ่งก่อตั้งเมื่อ 46 ปีที่แล้วในชื่อ 'บริษัท กรุงไทยการไฟฟ้า จำกัด' ปัจจุบันธุรกิจนี้มียอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศประมาณ 5 ล้านยูนิตต่อปี
“ผมถูกเลี้ยงมาให้เป็นเพียงสิ่งเดียว ไม่เคยถูกเลี้ยงมาให้เป็นอะไรอื่น และความคิดของทายาทกับเจ้าของธุรกิจ จะปลูกฝังให้เราเติบโตเสมอ เราต้องหาทางเติบโต ทั้งตัวเราเองและธุรกิจ ถ้าเราหยุดโต ธุรกิจก็หยุดโต ถ้าเราไม่ไปข้างหน้า ธุรกิจก็ไม่ไปข้างหน้า ผมไม่เคยมองเพียงแค่ธุรกิจ แต่ต้องรับผิดชอบชีวิตของคนหลายๆ คน ผมมองไปในโรงงานและคิดว่า ถ้ามีพนักงาน 1,000 คน ก็เหมือนกับว่า ผมแบกรับชีวิตของคน 5,000 คน เพราะทุกคนมีครอบครัวที่ต้องดูแล ถ้ายอดขายตก พวกเขาจะเอาอะไรกิน”

“ตอนผมอายุ 19 ปี เป็นช่วงเวลาที่กำลังค้นหาตัวเอง ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น และผมคิดว่ามันไม่มีหลักสูตรไหนในโลกที่จะสอนให้คุณรู้จักตัวเอง” ในช่วงนั้น คุณแชมป์กำลังเรียนปริญญาตรีด้านวิศวกรรมไฟฟ้าที่ University of Michigan – Ann Arbor และต่อด้วยปริญญาโทด้านวิศวกรรมอุตสาหกรรมที่นี่อีกหนึ่งใบ
“ผมนั่งคุยกับอาจารย์ท่านหนึ่ง ผมชอบถามคำถามแปลกๆ สมัยเด็กๆ ผมเคยถามจนครูตี และบางครั้งผมมองว่าครูผิดเอง ในการคุยกับอาจารย์ท่านนี้ ผมยังไว้ผมยาว สะบัดผมมาปรกหน้าและมองอาจารย์ผ่านม่านผม อาจารย์ถามผมว่า ‘คุณกำลังซ่อนตัวตนจากอะไรอยู่’ และท่านก็ถามคำถามที่สำคัญว่า ‘คุณอยากกลับไปทำงานที่บ้านจริงๆ หรือ?’ ผมตอบว่า ‘อยากสิครับ’ ท่านก็ถามต่อว่า ‘ทำไมคุณถึงอยากกลับ?’ แต่ผมกลับไม่มีคำตอบและมานั่งคิดว่า ‘เหตุผลที่ไม่มีคำตอบคือเพราะผมยังไม่คิดออก หรือไม่มีคำตอบตั้งแต่แรก’

‘ถ้าผมไม่ใช่ ลูกเจ้าของชาร์ป ผมคือใคร’
ช่วงเวลาที่ทำให้รู้สึกอ่อนแอและไม่รู้ว่าชีวิตจะไปทางไหน ต่อมาผมเริ่มฝึกศิลปะการต่อสู้ญี่ปุ่น ‘โกโดกัน โกชิน จูสึ’ (Kōdōkan Goshin Jutsu) ศิลปะนี้มีพื้นฐานจาก 5 ธาตุ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และความว่างเปล่า แต่ละธาตุจะใช้เวลาเรียน 1 ปี และสะท้อนถึงนิสัยที่แตกต่างกันของเรา เน้นการเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ส่วน ‘ความว่างเปล่า’ เป็นการหาจุดสมดุลของธาตุทั้งหมด การเรียนรู้ผ่านศิลปะการต่อสู้จึงเป็นพื้นฐานในการสร้างตัวตน ซึ่งนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานและชีวิตของผม” คุณแชมป์ไม่ได้เลือกหลีกหนีจากธุรกิจครอบครัวทันที เขากลับมาทำงานที่บ้าน
“ตลอดชีวิตผมไม่เคยได้รับตำแหน่งจากใคร มีแต่ตำแหน่งที่ผมสร้างขึ้นเอง และทำมาตลอด เมื่อมาทำงานที่บ้าน ผมเห็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ผมก็จะทำมัน ถ้าบริษัทไม่มีฐานข้อมูล เราจะทำงานกันยังไง? เมื่อก่อนคนทำงานเก็บข้อมูลไว้ในหัวและเป็นคนตัดสินใจ ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างคนที่มีประสบการณ์และคนที่ไม่มีประสบการณ์ คนที่มีประสบการณ์จะได้เปรียบเสมอ คำถามคือทำไมคนที่มีประสบการณ์ต้องเหนือกว่าเสมอ? คนที่มีข้อมูลในมือก็สามารถพูดได้ คนที่มีประสบการณ์อาจไม่ถูกเสมอไป และอาจไม่ได้มีมุมมองที่ใหม่เสมอไป ถ้าคนที่มีข้อมูลหลายคนมานั่งคุยกัน มันจะทำให้เกิดไอเดียใหม่ๆ วิธีใหม่ๆ มากกว่าคนไม่กี่คนที่คิด”
เขาเสนอให้เปลี่ยนระบบในบริษัทเป็น ERP (Enterprise Resource Planning) ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก จนคุณแชมป์บอกว่า “มันเหนื่อยมาก เหนื่อยสุดๆ ในชีวิตผมเลย ผมเข้าใจแล้วว่าปัญหาของทายาทไม่ใช่การมองหาของใหม่ แต่คือการหาวิธีทำให้ของใหม่เข้าไปในองค์กรได้ และต้องเชื่อในสิ่งนั้น ผมถูกโจมตีมากมาย แต่ผมเป็นลูกเจ้าของ ตายยาก ผมเป็นอมตะ ถูกฆ่ากี่ครั้งก็ไม่ตาย สิ่งสำคัญคือทีมต้องไม่ถูกฆ่า”

หลังจากทำงานที่บ้านราว 3 ปีครึ่ง คุณแชมป์ตัดสินใจไปศึกษาต่อ MBA ที่ Haas School of Business - University of California, Berkeley เน้นเรื่อง Design Thinking ซึ่งมุ่งเน้นให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และยังลงเรียนคอร์ส Business Model Innovation เพิ่มเติม “พอจบผมก็ลองสมัครงานบ้าง เห็นงานไหนที่น่าสนุกผมก็สมัครไป แต่บริษัทที่ผมอยากทำงานด้วยส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีตำแหน่งที่ผมอยากทำ เลยไปสมัครโดยสร้าง Job description ของตัวเองขึ้นมาแล้วไป pitch เขา ผมอยากทำอะไรแบบนี้ ถ้าไม่มีตำแหน่งนี้ ผมก็จะสร้างมันขึ้นมาเอง”

คุณแชมป์พูดถึงวิสัยทัศน์และโอกาสที่อาจเกิดขึ้นในการเชื่อมต่อซิลิคอน วัลเลย์กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงวิธีที่องค์กรธุรกิจจะใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสร้างโอกาสในอนาคต
“ผมเดินเข้าไปคุยกับบริษัทออกแบบผลิตภัณฑ์ บอกว่า ‘คุณออกแบบผลิตภัณฑ์ใช่ไหม? ผมจะช่วยออกแบบธุรกิจของคุณให้ไหม?’ ถ้าเขาไม่เอาผมก็เดินต่อไป สุดท้ายมาเจอที่ Smart Design เขามีโปรเจกต์พอดีที่ต้องการคนช่วยออกแบบ Business Model ใหม่ เป็นที่ปรึกษานวัตกรรมในการหาทางออกสำหรับธุรกิจใหม่ๆ”
“เมื่อโปรเจกต์ที่นั่นเสร็จ ผมเห็นบริษัท 99 Designs น่าสนใจดี ผมเลยส่งอีเมลไปหาผู้บริหาร CEO เขาก็ส่งผมไปคุยกับ CMO ผมเตรียมงานไปเสนอ 3 หน้า และได้เข้าไปช่วยขยายฐานบริษัทจาก B2C ไปเป็น B2B ที่นี่ ผมไม่ได้เป็นที่ปรึกษาแบบบริษัทแรก แต่เป็นเหมือนการเริ่มธุรกิจใหม่เอง เป็นธุรกิจขนาดเล็กภายในบริษัทใหญ่ สร้างหน่วย B2B ขึ้นมาใหม่”
ทางเลือกใหม่ของธุรกิจ StartUp
ตั้งบริษัทร่วมกับเพื่อนชาวอเมริกัน ภายใต้ชื่อ Creative Ventures ซึ่งเป็นบริษัทบริหารกองทุนที่มุ่งระดมทุนจากนักลงทุนไทยเพื่อลงทุนในบริษัทที่พัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Technology) ในซิลิคอน วัลเลย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมุ่งเน้นไปที่ startup ที่กำลังพัฒนาในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI), คอมพิวเตอร์วิชั่น, คอมพิวเตอร์ควอนตัม, เทคโนโลยีเซนเซอร์ชั้นสูง, และชีววิทยาสังเคราะห์ รวมถึงลูกค้าคนแรกของกองทุนนี้คือคุณพ่อของคุณแชมป์เอง โดยการลงทุนรวมถึง 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ”

“เงินลงทุนร่วมก้อนแรกประมาณ 400 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินจากกงสีครับ ใช้เวลาไปประมาณชั่วโมงครึ่งในการชวนคุณพ่อ เอาเป็นว่าไม่นานเกินไปจริงๆ คุยเรื่องอื่นยากกว่านี้เยอะ ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยคุยกับพ่อในฐานะอื่นเลย นอกจากในฐานะทายาทของพ่อ และผมไม่เคยแน่ใจเลยว่าถ้าผมไม่ใช่ทายาท พ่อจะสนับสนุนผมไหม ถ้าผมทำอะไรที่ไม่เกี่ยวข้องกับพ่อเลย พ่อจะรู้สึกยังไง”
“วันที่ผมคุยกับท่านเกี่ยวกับเรื่องบริษัท ท่านถามผมว่า ‘ถ้าพ่อช่วยอันนี้ ก็คือการช่วยให้เราไม่ได้กลับมาทำงานที่บ้านแล้วใช่ไหม’ คำถามจากพ่อประโยคนี้ ผมยังจำได้จนถึงทุกวันนี้ ผมตอบไปว่า ‘ใช่’
อะไรคือ 'Creative Ventures'
มันคือสะพานที่เชื่อมเงินทุนจากนักธุรกิจไทยไปลงทุนในซิลิคอน วัลเลย์ และในขณะเดียวกันก็ช่วยดึงเทคโนโลยีใหม่ๆ จากฝั่งนั้นกลับมาพัฒนาธุรกิจในไทยให้เติบโตขึ้นอีกขั้น คุณแชมป์กล่าวว่า Creative Ventures กำลังจะเปิดสำนักงานใหม่ที่สิงคโปร์ เป้าหมายของเขาคือการดึงนักธุรกิจจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เข้ามาลงทุนในซิลิคอน วัลเลย์ และนำเทคโนโลยีจากที่นั่นมาพัฒนาเปิดตลาดในภูมิภาคนี้ ไม่ใช่แค่ในประเทศไทยเท่านั้น”
“ทุกคนเชื่อในเทคโนโลยี ทุกคนมองอนาคตเหมือนมันคือปัจจุบัน คนเหล่านี้มองไปที่อนาคตทุกวัน และหาวิธีไปยังจุดที่ต้องการ อะไรที่เป็นปัจจุบัน พวกเขาจะหาคนมาทำแทน ส่วนตัวเขาจะมุ่งไปที่อนาคตเพียงอย่างเดียว การลงทุนนี้จึงเป็นวิธีหนึ่งที่พวกเขาจะใช้ในการหาทางธุรกิจในอนาคต และผมก็เหมือนโคลัมบัสที่ออกไปค้นหาดินแดนใหม่”

วันนี้ ถ้าถามคุณแชมป์ว่า “ถ้าคุณไม่ใช่ลูกเจ้าของชาร์ป คุณคือใคร” เขาตอบเสียงดัง ฟังชัด ตามองตรงแล้วพูดว่า “ผมเป็น VC ผู้บริหารกองทุนที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างซิลิคอน วัลเลย์กับเซาธ์อีสต์เอเชีย ผมต้องการสร้างผลกระทบให้กับธุรกิจสตาร์ทอัพ ไม่ใช่แค่ยอดกำไรของกองทุน แต่ ‘มีผม’ กับ ‘ไม่มีผม’ จะสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจนั้นอย่างมีนัยสำคัญ อย่างเช่น ALICE ‘มีเรา’ กับ ‘ไม่มีเรา’ ยอดขายในช่วงแรกหายไปเกินครึ่ง สัญญาที่เขาเซ็นกับบมจ.อนันดาฯ มูลค่ากว่า 500,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ นั่นคือครึ่งหนึ่งของยอดรายได้ในปีนั้น” อีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราคงจะได้เห็นว่า คุณแชมป์จะเป็นยูนิคอน (Unicorn) ในหมู่ผู้บริหารกองทุนหรือไม่”
ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ในนิตยสาร HELLO! ปีที่ 13 ฉบับที่ 20 ประจำวันที่ 27 กันยายน 2561
หรือสามารถดาวน์โหลดฉบับดิจิตอลได้ที่ www.ookbee.com , www.shop.burdathailand.com
