การค้นพบสิ่งที่รักและทำตามความชอบเป็นความสุขที่ไม่สามารถอธิบายได้ เปอร์ สุวิกรม ได้ค้นพบสิ่งนี้และทำสิ่งที่ตัวเองหลงใหล นั่นคือการเป็นพิธีกรในรายการสารคดีชีวิต Perspective และยังพิสูจน์ตัวเองจนสามารถคว้ารางวัลพิธีกรแห่งปีจากเวที NineEntertain ด้วยอายุเพียง 29 ปี วันนี้เขาจะพาทุกคนเปิดความคิดเบื้องหลังความสำเร็จนี้ผ่าน Mytour! Men

พิธีกรแห่งปี
หากรางวัลเป็นเครื่องหมายยืนยันความสามารถ หนุ่มคนนี้ได้พิสูจน์ตัวเองจนได้รับการยอมรับแล้ว หนทางสู่ความสำเร็จของเขาไม่เคยลืมที่จะขอบคุณทุกโอกาสที่ได้รับจากผู้คนที่เข้ามาในชีวิต
“จริงๆ ไม่มีใครเหนือกว่าใคร ทุกคนที่เราได้พบเจอและเรียนรู้จากเขาทุกคนมีส่วนช่วยให้เราเป็นเราในวันนี้ การที่คนเหล่านั้นทราบว่าเราเป็นผลจากการเรียนรู้จากพวกเขาคงจะทำให้พวกเขาภาคภูมิใจไม่น้อย เพราะสำหรับเรา รางวัลไม่ใช่เป้าหมายจริงๆ เราแค่อยากให้ผู้ชมได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เราทำมากที่สุด”

ซึมซับสิ่งดีจากผู้คน
บทบาทพิธีกรที่ต้องพูดคุยและทำความรู้จักกับแขกรับเชิญในทุกสัปดาห์ทำให้เขาได้เรียนรู้และซึมซับสิ่งดีๆ อย่างไม่รู้ตัว โดยเฉพาะแนวคิดและวิธีใช้ชีวิตที่เขานำมาปรับใช้ทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ
“เมื่อเราฟังสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ เราก็นำมาปรับใช้กับชีวิต ทีมงาน และรายการของเรา แต่บางครั้งสิ่งที่เราไม่ได้ตั้งใจซึมซับมานั้นก็มีผลกับเราโดยไม่รู้ตัว เรื่องนี้เกิดขึ้นในชีวิตของทุกคน แค่สังเกตว่าเมื่อเราสนิทกับใครเรามักจะมีนิสัยคล้ายคลึงกับคนที่เราสนิท”
ทำรายการแบบไม่ตัดสิน ให้คนดูคิดเอง
รูปแบบรายการที่แตกต่างทำให้ผู้ชมได้ตั้งคำถามและจุดประกายความคิด สามารถนำสิ่งที่ได้รับชมไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อพัฒนาตนเอง สู่การมีชีวิตที่ดีขึ้น รายการนี้มุ่งเน้นให้ผู้ชมมองสิ่งต่างๆ ในมุมมองที่ลึกซึ้งกว่าเดิม นี่คือแก่นของสิ่งที่รายการต้องการถ่ายทอด
“จุดเริ่มต้นของผมคือการมอบความหวังให้กับคนในทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นวัยเยาว์ วัยหนุ่มสาว หรือแม้กระทั่งวัยที่โตขึ้นแล้วแต่ยังคงรู้สึกสับสนและหาทางออกไม่ได้ ผมอยากให้แขกรับเชิญของแต่ละตอนสามารถเล่าประสบการณ์ของเขาให้ได้มากที่สุด โดยหวังว่าเรื่องราวเหล่านี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนที่ได้ชม”

ตอนแรกผมคิดว่าผู้ชมของรายการจะเป็นเพียงกลุ่มนักศึกษาและคนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่พอรายการออกอากาศไป กลับพบว่าผู้ชมของรายการมีทั้งชายและหญิง ทุกวัย ซึ่งผมสรุปได้ว่าผู้ที่ติดตามรายการ Perspective ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุหรือเพศ แต่เป็นคนที่มีความมุ่งมั่นในการแสวงหาความดีและการพัฒนาตนเอง คนกลุ่มนี้คือ 'คนใฝ่ดี'
“ตั้งแต่เด็กผมนั่งมอเตอร์ไซค์บ่อยจนสนิทกับพี่ๆ วินมอเตอร์ไซค์ ตอนที่เดินไปซื้อของที่หน้าปากซอยเขาก็จะทักทายและถามว่าจะไปไหน บางครั้งก็จะชวนคุย แต่เมื่อวานเขาถามคำถามที่แตกต่างออกไป เขาถามว่า บ้านทองหยอดอยู่ที่ไหน และจะส่งลูกไปเรียนที่บ้านทองหยอดต้องทำยังไงบ้าง รวมถึงถามว่าเริ่มฝึกได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่ ผมเริ่มรู้ทันทีว่าเขาน่าจะเป็นแฟนรายการ Perspective และสนใจส่งลูกไปเรียนแบดมินตันเพื่อมีอนาคตแบบน้องเมย์ รัชนก”

เลือกทำในสิ่งที่รักและรักในสิ่งที่ทำ
ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่เราได้เห็นหน้าพิธีกรหนุ่มคนนี้ครั้งแรกจากภาพยนตร์ 365 วัน ตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์ เขาตามหาฝันจนได้เข้าไปขอจัดรายการที่คลื่น แฟต เรดิโอโดยไม่มีค่าจ้าง นอกจากได้ทำงานแล้ว เขายังได้เรียนรู้กระบวนการความคิดที่ทำให้เขามีความคิดริเริ่ม
“การเริ่มต้นจากการจัดรายการวิทยุทำให้ผมได้เรียนรู้เรื่องเพลงมากขึ้น พร้อมทั้งได้รับคำแนะนำจากพี่ๆ ในวงการวิทยุเกี่ยวกับการพูดจังหวะและการเลือกใช้คำที่ทำให้การพูดฟังดูดีและน่าสนใจ ผมฝึกฝนไปเรื่อยๆ จนกลายมาเป็นพิธีกรและได้รับรางวัลในที่สุด ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าผมจะได้รับรางวัลนี้”

การบริหารบริษัทต้องคิดตลอดเวลา
หนุ่มวัย 29 ปีที่ก้าวเข้ามาเป็นเจ้าของบริษัท ยอมรับว่า บทบาทนี้ไม่ง่ายเลย มันหนักมากเมื่อเทียบกับงานที่ผ่านมา เพราะต้องรับผิดชอบหลายด้านและบริหารคนมากมาย โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นนี้ เขารู้สึกว่าการบริหารบริษัทต้องคิดตลอดเวลา แตกต่างจากการทำงานพิธีกรที่เขาคิดว่าหนักมาก เพราะต้องควบคุมบรรยากาศและสิ่งที่จะนำเสนอให้ดี แต่เมื่อควบคุมอะไรไม่ได้ก็ยังปล่อยวางได้ แต่สำหรับการทำธุรกิจ เขายังไม่สามารถปล่อยวางได้ เพราะมันต้องคิดตลอด 24 ชั่วโมง ทุกๆ วัน ทุกๆ วินาที เขาต้องคิดถึงทิศทางการทำงานและการปฏิบัติตลอดเวลา

หากจุดแข็งคือความคิด จุดอ่อนก็คือความคิด
เมื่อเขาถูกยอมรับว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความคิด จนหลายคนมองว่าเป็นจุดแข็ง แต่เขากลับมองว่าความคิดที่คนมองว่าเป็นจุดแข็งนั้น อาจจะเป็นจุดอ่อนของเขาก็ได้ เพราะทุกครั้งที่เขาคิดอะไร เขามักจะคิดให้ลึกซึ้งมากเกินไป เมื่อมีความสุขเขาก็จะรู้สึกสุขมากจนเกินไปจนคนอื่นอาจจะคิดว่ามันมากเกินไป หรือถ้ามีความทุกข์เขาก็จะทุกข์หนักกว่าคนอื่น
“จุดอ่อนของผมคือความคิดที่มันทำให้ผมทุกข์นั่นเอง ทุกอย่างมันเริ่มต้นจากความคิด ถ้ามันเป็นจุดแข็งมันก็อาจจะกลายเป็นจุดอ่อนได้เช่นกัน คนที่ไม่ได้คิดอะไรมากเหมือนผม เวลามีความทุกข์เขาก็ไม่ได้คิดมากเหมือนที่ผมคิด”

ความสำเร็จพิสูจน์กันจนวันตาย
หลายคนมักมีเป้าหมายที่บ่งชี้ว่าเมื่อถึงจุดนี้จุดนั้นจะถือว่าประสบความสำเร็จ แต่สำหรับเขา ความสำเร็จคือสิ่งที่ต้องพิสูจน์ตลอดชีวิต และมันต้องยืนยาวไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต
“ต้องพิสูจน์กันจนถึงวันตายนั่นล่ะครับ ถ้าวันนี้ทำมาแบบนี้ และวันข้างหน้าไม่ได้เป็นแบบนี้ ผมมองว่ามันก็อาจจะล้มเหลวได้ และผมไม่เคยพยายามให้ตัวเองประสบความสำเร็จเพียงอย่างเดียว เพราะผมคิดว่าความสำเร็จและความล้มเหลวมันเป็นสิ่งที่คู่กัน ผมพยายามไม่ให้ตัวเองไปยุ่งเกี่ยวกับทั้งสองสิ่ง”
ไอดอลที่ไม่จำเป็นต้องทำตามทุกอย่าง
สำหรับใครที่มองหนุ่มคนนี้เป็นแบบอย่าง เขาบอกตรงๆ ว่าหากทำตามแล้วชีวิตดีขึ้นก็ทำไป แต่หากทำตามแล้วชีวิตแย่ลงก็ไม่ต้องเลียนแบบ อะไรที่เขาทำแล้วรู้สึกไม่ดี เขาจะไม่ให้สิ่งนั้นเข้ามาในชีวิต และหากเขาชอบสิ่งไหนเขาจะพยายามนำสิ่งนั้นเข้ามาปรับใช้กับตัวเอง เพื่อพัฒนาตัวเองให้มีความสุขที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น
“ถ้าคุณมีผมเป็นไอดอลและชีวิตของคุณดีขึ้น ผมจะรู้สึกภูมิใจมาก แต่ถ้าคุณมีผมเป็นไอดอลแล้วชีวิตแย่ลง ผมก็ไม่อยากให้คุณเอาผมเป็นแบบอย่างเลย ผมจะอายและรู้สึกว่าตัวเองเป็นไอดอลที่ไม่ดี มันทำให้ผมทุกข์ใจมากจริงๆ”
ทุกคนอาจมีความหมายของคำว่าความสำเร็จที่แตกต่างกัน แต่ถ้าคุณตั้งใจพยายามและพัฒนาศักยภาพตัวเองไปเรื่อยๆ เชื่อเถอะว่าสักวันคุณจะไปถึงความสำเร็จที่คุณฝันไว้ เหมือนกับ เปอร์ สุวิกรม เจ้าของรางวัลพิธีกรแห่งปี
