เรื่องโดย : ขวัญชาย ดำรงค์ขวัญ
ภาพถ่าย : แสงอรุณ จำปาวัน
“การสร้างสรรค์สิ่งใหม่คือสิ่งที่ผมรัก” นี่คือแนวคิดของฐิติพงษ์ เหลืองอรุณเลิศ ที่มีมาตั้งแต่เด็กและยังคงเป็นแรงบันดาลใจในชีวิตของเขาจนถึงทุกวันนี้
หลังจากสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภาควิชาออกแบบอุตสาหกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาได้บวชที่วัดญาณเวศกวันเป็นเวลา 2 ปี ก่อนจะเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้าน Interactive Telecommunication Programs ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เพื่อพัฒนาความรู้ด้านการออกแบบให้ทันสมัยและตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบัน เมื่อกลับมาที่ไทย เขาและเพื่อนร่วมก่อตั้ง ‘บุญมีแล็บ’ บริษัทที่นำเทคโนโลยีมาเป็นวัสดุหลักในการออกแบบผลิตภัณฑ์ ไม่นานนัก โปรเจ็กต์ที่เขามีส่วนร่วมก็ได้รับความสนใจและเป็นที่กล่าวถึงอย่างกว้างขวาง
“เราตั้งใจสร้าง Smart City Platform เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตในเมือง ซึ่งกลายมาเป็นยุพิน (youpin.city) นอกจากนี้ เรายังต้องการส่งเสริมไลฟ์สไตล์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม จึงเกิดเป็นบลูบาสเก็ต (bluebasket.market) และสุดท้ายคือการจัดการความรู้ผ่านเทคโนโลยีที่ช่วยให้ห้องสมุดหลายแห่งทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” เขาเล่าถึงผลิตภัณฑ์หลักที่พัฒนาภายใต้บุญมีแล็บและความร่วมมือกับพันธมิตร
เมื่อมองผิวเผิน สิ่งที่เขาทำอาจดูเหมือนเว็บไซต์ทั่วไปที่ใช้งานง่ายและรวดเร็ว (ซึ่งก็ไม่ผิด เพราะมันคือเว็บไซต์) แต่เบื้องหลังความเรียบง่ายนั้นคือการออกแบบที่ซับซ้อน การเชื่อมโยงข้อมูล การคำนวณ และการทำงานหนัก เพื่อให้ผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นสร้างประโยชน์สูงสุดให้ผู้ใช้งาน ซึ่งหมายถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านเทคโนโลยี

คุณเริ่มสนใจการออกแบบตั้งแต่เมื่อไร
ตั้งแต่เด็กๆ ผมชอบเล่นดินน้ำมัน ซึ่งเป็นของเล่นราคาประหยัดแต่สร้างความสนุกได้มาก แค่ปั้นก็ได้สิ่งที่อยากได้ พอเข้าประถม ชีวิตถูกจำกัดด้วยกรอบการเรียน วิชาที่ผมชอบคือศิลปะ แต่ความคิดสร้างสรรค์ไม่ค่อยได้ถูกเติมเต็มเท่าไร เมื่อขึ้นมัธยมที่สวนกุหลาบ ผมมักได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมออกแบบในกิจกรรมต่างๆ เช่น การวาดคัทเอ๊าต์ ผมรู้ตัวตั้งแต่เด็กว่าชอบการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ตอน ม.2 ผมเริ่มติวเพื่อสอบเข้าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาควิชาออกแบบอุตสาหกรรม (Industrial Design) ในสมัยนั้น นักศึกษาต้องเรียน 5 สาขาคือ สิ่งทอ กราฟิก เซรามิก การออกแบบผลิตภัณฑ์ และการออกแบบภายใน ซึ่งผมชอบทุกสาขา โดยเฉพาะการได้ทำงานกับวัสดุและสร้างสิ่งของจากความคิดจนกลายเป็นรูปธรรม
คุณวางแผนอะไรหลังเรียนจบ
ผมสมัครบวชที่วัดญาณเวศกวัน ซึ่งมีผู้สนใจมาก ทำให้ต้องรอคิวประมาณหนึ่งปี ในช่วงนั้นผมจึงหางานทำ เริ่มต้นที่บริษัท PHENOMENA ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับโฆษณา เนื่องจากไม่ได้เรียนมาทางนี้โดยตรง ช่วงแรกจึงเป็นการฝึกงาน ทำไป 4 เดือนก็รู้สึกว่าไม่เหมาะกับตัวเอง (เงียบคิด) ในฐานะผู้ช่วยฯ ผมไม่มีสิทธิ์เลือกงาน ต้องทำทุกอย่างให้โด่งดังและเป็นไวรัล ซึ่งในยุคนั้นคือการทำโฆษณาทางทีวี มันมีการปรุงแต่งอยู่แล้ว แต่บางครั้งก็เกินเลยไปจนถึงขั้นโกหก งานหนักมาก นั่งดูเรเฟอเรนซ์ เปิดวิดีโอ กรอกลับ บันทึก ทั้งวันทั้งคืน ถ้าชอบก็คงไม่เป็นปัญหา แต่ผมไม่ชอบและไม่อยากอยู่ในกระบวนการนั้น เลยเปลี่ยนไปทำงานภาคสังคมช่วงสั้นๆ ก่อนจะได้คิวบวชพอดี
ตอนแรกตั้งใจบวชแค่ 1 เดือน แล้วจะไปเรียนต่อ แต่พอครบกำหนดก็ยังสนุกอยู่เลยไม่รีบสึก ผมชอบเนื้อหาในหนังสือพุทธธรรม ที่นิพนธ์โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ชอบนั่งสมาธิ เหมือนได้ถอดรหัสคำสอนของพระพุทธเจ้า ผมอ่านหนังสือพุทธธรรมควบคู่กับการปฏิบัติ เป็นเวลากว่าปีกว่าจะจบ ตอนนั้นการเรียนต่อไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่ผมทำอยู่ ปีที่สองผมใช้เวลาปิดวาจา ไม่มีช่วงไหนในชีวิตที่เงียบแบบนี้มาก่อน ช่วงนั้นผมไปอินเดีย 6 เดือน การบวชนานๆ ทำให้ผมกลัวตัวเองจะกลายเป็นคนคับแคบ พุทธธรรมและพุทธศาสนานั้นดี แต่โลกยังมีสิ่งอื่นอีกมากมาย การเดินทางในฐานะนักบวชทำให้คนมองเราต่างออกไป พอครบ 2 ปี ผมจึงตัดสินใจสึก
หลังจากนั้นคุณทำอะไรต่อ
ผมกลับไปทำตามแผนเดิม คือเรียนต่อ โดยได้รับทุนฟุลไบรท์ไปศึกษาปริญญาโทด้าน Interactive Telecommunication Programs ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก
ทำไมถึงเลือกเรียนด้านนี้
การออกแบบอยู่ได้ด้วยเทคโนโลยีเสมอมา โดยพื้นฐานแล้วการออกแบบคือเทคโนโลยี แต่หลังปี 2553 เทคโนโลยีได้เปลี่ยนไปอย่างมาก ตอนเรียนด้าน Industrial Design เราศึกษาแมตทีเรียล 5 ชนิด ได้แก่ สิ่งทอ (เส้นใย) กราฟิก (กระดาษ) เซรามิก (ดิน) การออกแบบผลิตภัณฑ์ (เหล็กหรือพลาสติก) และการออกแบบภายใน (การผสมวัสดุ) แต่ปัจจุบันแมตทีเรียลหลักคือ ‘ดิจิทัล’ ที่นั่นมีสโลแกนที่แปลตรงตัวว่า ศูนย์กลางของความเป็นไปได้ แม้บางสิ่งอาจยังทำไม่ได้ในตอนนี้ แต่มันจะกลายเป็นไปได้ในไม่ช้า
แมตทีเรียลเปลี่ยนไปเพราะความรู้ด้านเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น
เรามีความรู้ด้านเทคโนโลยีอยู่แล้ว แต่เมื่อเทคโนโลยีมีราคาถูกลง มันจึงถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น ก่อนหน้านี้เทคโนโลยีอาจถูกใช้ในวงการทหารหรือโรงงาน แต่ตอนนี้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงและนำมาใช้สร้างผลิตภัณฑ์เพื่อขายได้
การออกแบบในไทยและอเมริกาเรียนเหมือนกันไหม
เนื้อหาการเรียนคล้ายกัน แต่บริบทต่างกัน เช่น จำนวนประชากร แหล่งเงินทุน และวิสัยทัศน์ของนักลงทุน ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเป็นดีไซเนอร์ระดับท็อปในไทย คุณอาจขายเก้าอี้ได้ประมาณ 1,000 ตัวต่อการออกแบบหนึ่งครั้ง หากกำไรตัวละ 3,000 บาท คุณจะได้ 300,000 บาท ซึ่งถือว่ามาก แต่ในอเมริกา ที่มีเมืองใหญ่หลายแห่ง คุณอาจขายได้ถึงล้านตัว และกำไรตัวละ 5,000 บาท ทำให้ดีไซเนอร์มีโอกาสคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้มากขึ้น
คนไทยไม่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่ออกแบบดีหรือเปล่า
ถ้าทุกคนมีโอกาส เขาก็จะเห็นคุณค่า มีคำกล่าวว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งเลวร้าย ชาวบ้านใช้ชีวิตตามวิถีของเขาและเลือกสิ่งที่ไม่ต้องออกแบบ ซึ่งผมคิดว่าไม่ถูกต้อง คุณไม่ควรบอกให้เขาตัดกิเลส ถ้าวันหนึ่งชีวิตเขาพัฒนา เขาก็ควรมีสิทธิ์ได้ใช้สิ่งที่ดี คนที่สนใจงานออกแบบในปัจจุบันส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่เพียงเล็กน้อย นักลงทุนก็มักคิดว่า ควรลงทุนในเบียร์หรือเครื่องดื่มชูกำลังมากกว่า
ในประเทศกำลังพัฒนาที่ผู้คนมีกำลังซื้อจำกัด การเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่เน้นการออกแบบจึงน้อย นักออกแบบได้เงินน้อย นักลงทุนก็ให้ความสำคัญน้อย มันกลายเป็นวงจรที่วนเวียน ในฐานะนักออกแบบ เราต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงจากจุดไหน
นี่คือสิ่งที่เรากำลังทำ ในอดีตยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ประเทศที่ผลิตเครื่องยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าได้กลายเป็นผู้นำโลก ซึ่งเราไม่สามารถย้อนเวลาไปไล่ตามสิ่งเหล่านั้นได้ สำหรับยุคนี้ ถ้าประเทศกำลังพัฒนาไม่ก้าวสู่ยุคดิจิทัล เราจะตามไม่ทันและกลายเป็นผู้ตามตลอดไป นี่เป็นเรื่องที่ผู้มีอำนาจต้องคิด
เมื่อเทียบกับบริบทไทย ความรู้ที่เรียนจากอเมริกาดูทันสมัยมาก คุณวางแผนจะกลับมาทำอะไร
ต้องบอกก่อนว่า ตอนแรกผมไม่คิดจะกลับมา ชีวิตที่อเมริกาสนุกมาก แต่เมื่อต้องกลับมา ผมเริ่มต้นด้วยการสอนที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภาควิชาออกแบบอุตสาหกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นก็เปิดบริษัทของตัวเอง พยายามสร้างสิ่งใหม่ๆ ที่ทันสมัยและเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี รวมถึงสร้างธุรกิจใหม่ที่สร้างคุณค่าจากศูนย์ จากไม่มีอะไรเลย ทำอย่างไรให้เกิดธุรกิจที่มีมูลค่า ผมกลับมาไทยปี 2556 และร่วมกับเพื่อนตั้งบริษัทชื่อ บุญมีแล็บ ในปี 2557
บุญมีแล็บมีเป้าหมายอะไร
เรามีสโลแกนง่ายๆ ว่า “Human-centered design and technology” คือการนำการออกแบบและเทคโนโลยีมาผสมผสาน เพื่อสร้างสิ่งที่มีประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าคุณนิยามผู้ใช้งานว่าคือใคร
การนำเทคโนโลยีล้ำๆ มาใช้ หาลูกค้ายากไหม
เราไม่มีปัญหาด้านนี้เลย ช่วงแรกอาจต้องพยายามบ้าง แต่สิ่งที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ คือการได้ทำสิ่งที่ตรงกับความสนใจของเราเองมากขึ้น คนเริ่มรู้ว่าเราสนใจอะไรและทำอะไรได้ ตอนนี้งานที่เราทำมี 3 ส่วนหลักที่สอดคล้องกันทั้งหมด

หนึ่ง ‘ยุพิน’ - youpin.city (ได้รับรางวัล The Big Ideas Competition for Sustainable Cities and Urban Communities จาก UNDP ปี 2559) เป็นโครงการที่เราร่วมกับพาร์ทเนอร์พัฒนา เป็นแพลตฟอร์มสำหรับรับเรื่องร้องเรียนและแก้ไขปัญหาต่างๆ ในกรุงเทพฯ หากมองในภาพใหญ่ มันคือ Smart City Platform ที่เชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดในเมืองเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานนำไปใช้ประโยชน์ได้ เมืองในอนาคตจะมีข้อมูลมหาศาลที่ยังไม่ถูกนำมาใช้ในการตัดสินใจ ‘ยุพิน’ ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ เพื่อช่วยให้การตัดสินใจมีทางเลือกมากขึ้น ใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ขึ้นอยู่กับอารมณ์หรือคะแนนเสียง ขณะนี้เรากำลังพูดคุยกับผู้บริหาร กทม. เพื่อเสนอไอเดียและให้ความรู้ว่า ‘ยุพิน’ เป็นเครื่องมือช่วยงาน ไม่ใช่ศัตรู หากนำไปใช้ การจัดการจะง่ายและประหยัดมากขึ้น เราต้องทำให้ กทม. เห็นภาพชัดเจนว่าหากใช้ ‘ยุพิน’ จะเกิดผลอย่างไร และต้องระวังอะไรบ้าง ซึ่งความเป็นไปได้ที่ผู้บริหาร กทม. จะสนใจนั้นค่อนข้างสูง

สอง ‘บลูบาสเก็ต’ - bluebasket.market เกิดจากปัญหาการบริโภคในเมือง เราต้องการสร้างตลาดที่ช่วยให้ผู้ผลิตซึ่งเชื่อว่าผลิตสินค้าคุณภาพ สามารถส่งต่อสินค้าไปยังผู้บริโภค และทำให้ผู้บริโภคเห็นทางเลือกมากขึ้น ซื้อมากขึ้น ชีวิตพวกเขาจะดีขึ้น เราเป็นคนกลางที่คัดสรรสินค้าและสร้างแบรนด์ให้ชัดเจน หากคุณต้องการสินค้าประเภทนี้ ที่นี่คือคำตอบ เราคัดเลือกจากผู้ผลิตที่ใส่ใจในรายละเอียด ผมไม่อยากตีกรอบว่าเป็น ‘ออร์แกนิก’ เพราะคำนี้ค่อนข้างจำกัด เช่น หากเป็นไม้กวาดคุณภาพดี เราไม่จำเป็นต้องปลูกหญ้าออร์แกนิก ความใส่ใจอาจหมายถึงการออกแบบที่ละเอียดอ่อนก็ได้

สาม คือเทคโนโลยีหลัก (core) ของบุญมีแล็บ ที่เน้นการจัดการข้อมูล ผลิตภัณฑ์ที่เราพัฒนาคือระบบจัดการข้อมูลห้องสมุด เมื่อพูดถึงข้อมูล ผมมองทุกอย่างเป็นข้อมูล ซึ่งคนอื่นอาจไม่เห็นแบบเรา ในอนาคตที่ข้อมูลมีจำนวนมหาศาล คำถามคือเราจะจัดการอย่างไร ห้องสมุดแบบเดิมใช้ระบบ Cataloging หรือ Automated Library Systems ซึ่งเป็น Library Center ที่สามารถค้นหาได้ แต่เทคโนโลยีเก่ามีข้อจำกัด เช่น บางที่มีช่องค้นหา 3 ช่องจาก 3 ดาต้าเบส (Database) ทั้งหนังสือที่ห้องสมุดเก็บเอง / ทรัพยากรจากทั่วโลกหรือ OCLC (Online Computer Library Center) / E-Book สิ่งที่เราทำคือเปลี่ยนให้เป็น Humans Center โดยรวมทุกอย่างไว้ในที่เดียว คุณแค่พิมพ์คีย์เวิร์ด โปรแกรมจะค้นหาให้โดยไม่ต้องคิดว่าต้องค้นหาจากช่องไหน พร้อมแนะนำหนังสือที่คล้ายกัน ผู้ใช้งานจะพบสิ่งที่ต้องการได้ง่ายและเร็ว ขณะนี้เรากำลังทำงานกับ 3 แห่ง รวมถึงห้องสมุดของ TCDC
เมื่อพูดถึงเทคโนโลยี คนทั่วไปอาจนึกถึงเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่สวยงามและใช้ง่าย สิ่งที่คุณทำแตกต่างอย่างไร
เว็บไซต์มีหลายระดับและแต่ละคนมองต่างกัน สิ่งที่ผมทำมีความซับซ้อน เช่น ‘ยุพิน’ ที่มีกระบวนการทำงานเบื้องหลังที่ละเอียดอ่อน เราต้องออกแบบโครงสร้างให้รองรับงานขนาดใหญ่ทั้งระดับจังหวัดและระดับประเทศ หากเว็บไซต์ทั่วไปคือการเผยแพร่บทความที่มีเนื้อหาและภาพประกอบ เว็บไซต์จะมีหน้า Home, About Us, Contact ฯลฯ ซึ่งไม่ซับซ้อน แต่สิ่งที่ผมทำคือการประมวลผลเบื้องหลังที่ต้องเชื่อมต่อหลายดาต้าเบสและทำงานร่วมกับหลายเซอร์วิสพร้อมกัน ทำให้มีความยากกว่าปกติ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Information Architecture ที่จัดการกับสิ่งที่ซับซ้อน เพราะข้อมูลมีความลื่นไหล แทนที่เราจะรู้ว่าข้อมูลคืออะไร เราต้องจับแพทเทิร์นแทน ผมมองสิ่งที่ทำเป็น Digital Product มากกว่า
แม้ผู้ใช้งานจะรู้สึกว่าง่าย แต่สิ่งที่คุณทำดูซับซ้อนมากเลย
จริงๆ แล้วเราอยากให้ผู้ใช้งานรู้สึกแบบนั้น ไม่ต้องคิดมาก หน้าที่ของเราคือทำให้ทุกอย่างสั้น ง่าย และรวดเร็ว ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องเข้าใจกระบวนการทั้งหมด แต่สามารถทำกิจกรรมจนสำเร็จได้ การทำให้สิ่งนั้นง่ายนี่แหละคือความยาก
เคยเจอลูกค้าที่ไม่ยอมปรับเปลี่ยนไหม แนะนำอะไรไปก็ยึดติดกับความคิดตัวเอง
ปกติเมื่อลูกค้าบอกความต้องการ เราจะเสนอทางเลือกที่ดีกว่าและยั่งยืนกว่า ซึ่งส่วนใหญ่ก็รับฟังกัน พองานเสร็จ ผลลัพธ์มักต่างจากที่เขาคิดไว้ค่อนข้างมาก ตอนนี้ค่อนข้างมั่นใจว่าข้าราชการระดับสูงจะหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องดิจิทัลมากขึ้น
คุณเคยกล่าวถึง ‘บุญมีแล็บ’ ว่า “เราเชื่อในการผสมผสานเทคโนโลยีและการออกแบบ เพราะเทคโนโลยีต้องอยู่บนพื้นฐานของการออกแบบที่คำนึงถึงผู้ใช้งานจริง (User-centered Design) และการออกแบบต้องมีหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่วัดผลได้ (Design is measurable) เราไม่ได้ทำแค่ซอฟต์แวร์ แต่เราใส่ใจสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม เราชอบการแก้ปัญหาที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน” ช่วยขยายความเรื่องนี้หน่อย
เทคโนโลยีที่ไม่คำนึงถึงผู้ใช้งานจริงถือเป็นเทคโนโลยีที่ล้มเหลว ผมยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น Google Glass ซึ่งมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาก แต่ไม่ได้แก้ปัญหาให้ใคร จึงไม่เป็นที่นิยมและหยุดผลิตไปในที่สุด ส่วนการออกแบบที่วัดผลไม่ได้คือการออกแบบที่ไม่มีเหตุผลรองรับ การออกแบบต้องมีเหตุผล เช่น การออกแบบนิตยสารที่วัดผลได้เพียงจำนวนเล่มที่ขายได้ แต่ดิจิทัลสามารถวัดผลได้ลึกกว่า เช่น ผู้ใช้อยู่บนหน้านี้นานแค่ไหน กดกี่ครั้ง ใครกด และเวลาใด ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาใช้ในการออกแบบได้
เราตั้งใจสร้าง Smart City Platform เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตในเมือง จึงเกิดเป็น ‘ยุพิน’ (youpin.city) เรายังต้องการส่งเสริมไลฟ์สไตล์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม จึงพัฒนา ‘บลูบาสเก็ต’ (bluebasket.market) และสุดท้ายคือการจัดการความรู้ผ่านเทคโนโลยีที่ช่วยให้ห้องสมุดหลายแห่งทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งสามสิ่งนี้เป็นแกนหลักของโลกและชีวิตผู้คน
การบวชส่งผลต่อการทำงานของคุณอย่างไร
หลวงพ่อ (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ - ประยุทธ์ ปยุตฺโต) มักพูดถึงสิ่งที่คนไทยไม่ค่อยพูดถึง นั่นคือการฝึกฝนตนเอง ซึ่งผมคิดว่าเป็นแก่นแท้ของพุทธศาสนา พุทธศาสนาไม่ได้สอนให้หยุดทำทุกอย่างแล้วนั่งเงียบๆ แต่สอนให้พัฒนาตัวเอง คนไทยไม่ค่อยพูดถึงความเพียร อิทธิบาท 4 คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา นี่คือสิ่งที่ ฮายาโอะ มิยาซากิ (ผู้ก่อตั้ง Studio Ghibli) ทำ เขาวาดการ์ตูนทั้งวันทั้งคืน แต่คนไทยมักคิดว่าต้องไม่ทำกำไร ผมมองว่าเงินไม่ใช่สิ่งผิด พุทธศาสนาไม่ได้บอกว่าคนรวยผิด การทำสิ่งดีๆ แล้วรวยยิ่งเป็นสิ่งที่ดี
อะไรคือความสนุกในการทำงานของคุณ
ความท้าทาย
เมื่อแก้โจทย์ยากๆ สำเร็จ คุณรู้สึกอย่างไร
รู้สึกโล่งใจ (หัวเราะ) เหมือนได้ช่วยเพื่อน และก็ดีใจไปด้วย
มีงานแบบไหนที่คุณอยากทำแต่ยังไม่ได้ทำไหม
งานที่ทำอยู่ก็มีมากพอแล้ว แค่ทำต่อไปเรื่อยๆ ก็เพียงพอ แต่นอกเหนือจากงาน ผมอยากเปิดคอร์สสอน เพราะบุคลากรยังขาดแคลน คนทำงานออกแบบอยากรู้เรื่องเทคโนโลยี ส่วนคนด้านเทคโนโลยีก็อยากรู้เรื่องการออกแบบ จริงๆ แล้วปัญหาคือเราต้องการคนทำงานเพิ่ม แต่ยังหาไม่ได้ (หัวเราะ)
