เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2565 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้จัดเวิร์กช็อปเชิงปฏิบัติการเพื่อลงนามความร่วมมือกับสถาบันผลิตและพัฒนาครู 9 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม มหาวิทยาลัยกาฬสิทธุ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ เพื่อขับเคลื่อนโครงการ “ครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 4 ปีการศึกษา 2566” โดยร่วมมือกับหลายหน่วยงาน เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนยากจนที่มีศักยภาพและความฝันอยากเป็นครู ได้รับการศึกษาจนจบและบรรจุเป็นครูรุ่นใหม่ในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลและชุมชนบ้านเกิด ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนครูและการย้ายถิ่นฐาน โดยหวังว่านักเรียนทุนจะได้รับการปลูกฝังจิตวิญญาณครูและพัฒนาศักยภาพเพื่อตอบโจทย์ชุมชนท้องถิ่น

ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ความท้าทายของโครงการนี้คือการทำงานกับกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ห่างไกล การพัฒนาคนในท้องถิ่นให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องยาก หรือการส่งคนจากภายนอกเข้าไปพัฒนาพื้นที่ทุรกันดารก็มักพบปัญหาการย้ายกลับของบุคลากร ซึ่งส่งผลต่อความยั่งยืนและความต่อเนื่องของโครงการ
ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ดร.ดนุช กล่าวเพิ่มเติมว่า มหาวิทยาลัยที่ร่วมลงนามในโครงการนี้ล้วนเป็นสถาบันชั้นนำที่มีศักยภาพสูง ถือเป็นแบบอย่างในการพัฒนานวัตกรรมการผลิตและพัฒนาครูระบบปิด ตั้งแต่ขั้นตอนการค้นหาและคัดกรองที่มีมาตรฐาน การนำเยาวชนในท้องถิ่นที่มีความสามารถและความตั้งใจมาเรียนในระดับอุดมศึกษาตลอด 4 ปี ด้วยหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ชุมชน และจะต้องกลับไปทำงานในบ้านเกิดเป็นเวลา 6 ปี โดยหวังว่าการผลิตครูระบบปิดนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา แก้ปัญหาขาดแคลนครู และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ภายใต้แนวคิดที่ว่า “เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจรศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ กรรมการบริหาร กสศ. และประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบการผลิตและพัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล เปิดเผยว่า กสศ. ได้ให้โอกาสนักเรียนมาแล้ว 3 รุ่น รวม 865 คน สำหรับโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 4 มีนักเรียนทุน 327 อัตรา จาก 324 โรงเรียนปลายทางใน 43 จังหวัด และในปี 2566 รุ่นที่ 5 จะรับนักเรียนทุนเพิ่มอีก 310 อัตรา ซึ่งเมื่อรวมกับรุ่นก่อน ๆ จะมีนักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นรวม 1,500 คน ตามเป้าหมายที่กำหนด

“กระบวนการต้นน้ำ คือการที่สถาบันต่าง ๆ มีนวัตกรรมการค้นหาและคัดเลือกนักศึกษาที่ตรงกับคุณลักษณะที่ต้องการ กลางน้ำคือหลักสูตรที่สถาบันออกแบบมาเพื่อตอบสนองแนวคิดของโครงการ โดยคำนึงถึงรายละเอียดของแต่ละบุคคลและความแตกต่างของพื้นที่ ส่วนปลายน้ำคือจุดที่นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่นจะไปบรรจุทำงาน ซึ่งสถาบันผลิตครูจะทำงานร่วมกับโรงเรียนเพื่อพัฒนาทั้งโรงเรียนและชุมชนไปพร้อมกัน” รศ.ดร.ดารณี กล่าว
ดร.ไกรยส ภัทราวาทดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ระบุว่า ภารกิจหลักของ กสศ. คือการจัดการทรัพยากรเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยหนึ่งในเป้าหมายที่ กสศ. ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2562 คือการแก้ไขปัญหาของโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล ที่ประสบปัญหาขาดแคลนครู ส่งผลให้การจัดสรรทรัพยากรไม่สอดคล้องกับความต้องการ และระบบการเรียนรู้ที่ไม่เอื้อต่อการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับเด็กในพื้นที่ห่างไกล
ดร.ไกรยส ยังกล่าวเสริมว่า โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ได้รับการออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและตอบสนองเป้าหมายหลักของ กสศ. นั่นคือการสร้างสถาบันต้นแบบในการผลิตและพัฒนาครู โดยร่วมกันพัฒนาหลักคิดและนวัตกรรมที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายตั้งแต่ต้นทางของระบบการศึกษา ช่วยลดปัญหาการย้ายถิ่นของครูและยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล
