ย่างกุ้ง
รัฐฉาน หรือ Shan Stage หนึ่งใน 7 รัฐของเมียนมา เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติสวยงามและยังเป็นรัฐที่ใหญ่ที่สุดในเมียนมา ซึ่งครอบคลุมเกือบ 1 ใน 4 ของพื้นที่ประเทศ
เสน่ห์ของรัฐฉานคือธรรมชาติที่สมบูรณ์และวิถีชีวิตที่สงบเรียบง่ายของชนเผ่าหลายกลุ่ม ที่นี่มีทั้งชาวเขา ชาวเนปาล อินเดีย กุนข่า รวมถึงชนพื้นเมืองไต หรือไทใหญ่ ซึ่งมีประวัติศาสตร์ร่วมกับอังกฤษในยุคอาณานิคม

นอกเหนือจากเมืองใหญ่ๆ อย่างล่าเสี้ยว เชียงตุง และตองจีแล้ว อีกหนึ่งเมืองที่มีเสน่ห์ไม่แพ้กันก็คือเมืองกะลอ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเขตรอยต่อของเมืองพินอูลวิน หรือเมย์เมียว กับอินเล และปินดะยา
อนุสรณ์ที่ชาวอังกฤษทิ้งไว้ในเมืองกะลอ และถือเป็นสถานที่ที่ควรไปเยือนสักครั้งในชีวิต คือการนั่งรถไฟข้ามสะพานก๊อกเต๊ก Gokteik Viaduct ซึ่งเป็นสะพานรถไฟที่ยาวที่สุด สูงที่สุด และเก่าแก่ที่สุดในเมียนมา


เสียงล้อเหล็กบดกับรางเหล็กบนสะพานสูงที่ตัดผ่านภูเขาดังกึกก้อง เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ตื่นเต้นในเส้นทางรถไฟสายนี้ ชื่อของสะพานก๊อกเต๊ก หรือก๊กเต๊ก มาจากหุบเขาก๊อกเต็ก (Gokteik Valley) เป็นเส้นทางรถไฟสายล่าเสี้ยว (Lashio) ซึ่งเชื่อมต่อเมืองหลวงทางภาคเหนือของรัฐฉาน กับเมืองพินอูลวิน (Pyin Oo Lwin)
สะพานทางรถไฟแห่งนี้มีความสูงจากพื้นดินต่ำสุดถึง 102 เมตร และยาวถึง 689 เมตร ทำให้มันเป็นสะพานรถไฟที่สูงอันดับ 2 ของโลก และสูงที่สุดในอาเซียน


สะพานก๊อกเต๊กสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1899 และเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1900 นั่นหมายความว่าสะพานนี้มีอายุกว่า 100 ปี แต่วิธีการก่อสร้างและการควบคุมงานโดยช่างชาวตะวันตก ทำให้สะพานนี้ยังคงแข็งแรงและใช้งานได้มาจนถึงวันนี้
สะพานนี้สร้างจากเหล็กกล้า โดยวิศวกรชาวอังกฤษ Sir A.M. Rendel ร่วมกับบริษัท Pennsylvania Steel Company of London ส่วนเหล็กและวัสดุจากสหรัฐอเมริกาถูกส่งมาทางเรือจากท่าเรืออเมริกาไปยังท่าเรือย่างกุ้ง และนำมาประกอบในเมียนมา ใช้เวลาถึง 9 เดือนในการสร้าง และถือเป็นหนึ่งในผลงานวิศวกรรมที่น่าทึ่งในศตวรรษที่ 20 โดยค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างสะพานนี้อยู่ที่ 111,200 ปอนด์


ทัศนียภาพ 2 ฟากฝั่งของสะพานก๊อกเต๊กเต็มไปด้วยป่าไม้ หุบเขา และแม่น้ำ ซึ่งถ้าไม่นับรวมประวัติศาสตร์สะพานข้ามแม่น้ำแควของประเทศไทย ที่ชาวตะวันตกนิยมเดินทางมาเพื่อตามรอยประวัติศาสตร์แห่งสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วล่ะก็ รถไฟสายล่าเสี้ยวที่แล่นผ่านสะพานก๊กเต๊กในเมืองกะลอ ก็น่าจะเป็นเส้นทางรถไฟอีกสายที่เป็นสายยอดนิยมของนักท่องเที่ยว รถไฟสายนี้ตั้งต้นจากเมืองพินอูลวิน เมืองที่มีอากาศเย็น 25 องศาตลอดทั้งปี แต่ละวันมีรอบรถไฟประมาณ 2 รอบ คือรอบเช้าเวลา 07.52 น. และรอบบ่ายเวลาประมาณ 16.05 น. เรียกว่าเป็นรถไฟสายท่องเที่ยวที่น่าตื่นเต้นสายหนึ่ง แม้จะไม่ใช่การนั่งรถไฟความเร็วสูงเหมือนในยุโรป จีน หรือญี่ปุ่นก็ตาม

ส่วนเมืองกะลอ ก็อย่างที่บอก ความน่ารักของผู้คน ชีวิตสโลว์ไลฟ์ คือมนต์เสน่ห์ที่ชวนให้หลงใหล ภายในเมืองมีตลาดสดแบบบ้านๆขายกันบนพื้น ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส ภายในเมืองก็มีที่เดินเล่นมากมาย ทั้งมัสยิด โบสถ์ และวัด ที่สะท้อนถึงความหลากหลายของเชื้อชาติและชาติพันธุ์ของผู้คนที่นี่
และด้วยความที่เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ที่นี่จึงมีอาคารสไตล์โคโลเนียลสลับกับบ้านไม้เก่าๆ ที่เป็นเสน่ห์เฉพาะในแบบที่เมืองอื่นไม่มี ที่สำคัญคือ อากาศที่เย็นตลอดทั้งปี อุณหภูมิไม่เกิน 25 องศา เพราะลักษณะภูมิประเทศตั้งอยู่บนพื้นที่ภูเขามีความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,300 เมตร คล้ายๆกับเมืองเหนือบ้านเรา จึงไม่แปลกที่จะมีพืชพรรณไม้ดอกไม้หลากสีสัน ที่เป็นพืชเมืองหนาว และร้อนชื้นให้ได้ชื่นชมตลอดทั้งปี

ออกไปนอกใจกลางเมืองไม่ไกล มีป่าสน ไร่ชา สวนส้ม กาแฟ อะโวคาโด พื้นที่ราบจะมีทุ่งข้าวบาร์เลย์ ข้าวโพดและพืชพักชนิดต่างๆ ยิ่งถ้าเป็นเดือนพฤศจิกายนจะมีดอกไม้บานอยู่เต็มไปหมดโดยเฉพาะดอกบัวตอง
วัดสำคัญของเมืองกะลอคือวัด Nhee Paya มีพระที่สำคัญสร้างด้วยไม้ไผ่ลงแล็กเกอร์ปิดทองคำเปลวมีอายุมากกว่า 500 ปีที่ผู้คนมากราบนมัสการ ทางวัดมียำใบชา หรือละแพะ และชาร้อนต้อนรับ เรียกว่าฟินสุดๆ
การเดินทางไปกะลอไม่ยากอย่างที่คิด สามารถนั่งเครื่องบินลงมัณฑะเลย์แล้วต่อไปสนามบิน Heho ที่ตองจี แล้วนั่งรถต่อไปพินอูลวิน และกะลอ รับรองว่าคุณจะได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่ไม่เคยพบมาก่อนในการเที่ยวเมียนมา
เคยอ่านหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับรัฐฉาน เช่น "ฉานในม่านหมอก" หรือ "สิ้นแสงฉาน" แต่ความรู้สึกที่ได้รับจากการได้ไปเยือนธรรมชาติในรัฐฉานนั้นไม่สามารถเทียบได้เลย เพราะที่นี่มีเสน่ห์และความสวยงามที่ทำให้หลงรักได้ง่ายๆ หากต้องเลือกสถานที่ในประเทศเพื่อนบ้านที่ประทับใจ กะลอก็เป็นหนึ่งในที่ที่ไม่อาจปฏิเสธได้เลย
