การท่องเที่ยวชุมชนเป็นอีกแนวทางที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ด้วยการสร้างอาชีพและเพิ่มรายได้ให้คนในท้องถิ่น ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชน และยังเปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนนั้นๆ
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ได้ส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองรองที่มีจุดเด่นทางวัฒนธรรมและนวัตกรรมท้องถิ่น รวมถึงอาหารพื้นเมืองที่แปลกใหม่ และการสร้างคอนเทนต์ที่โดดเด่น พร้อมแนะนำเส้นทางท่องเที่ยวที่เคยได้รับการสนับสนุนจาก NIA เพื่อเป็นไอเดียสำหรับผู้วางแผนเดินทางในช่วงปลายปี
ท่องเที่ยวชุมชน ชมวิถีชีวิตประมง ที่คลองปากประ
จังหวัดพัทลุงมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่ผูกพันกับลุ่มน้ำ เช่น “ทะเลน้อย” ซึ่งเป็นแหล่งน้ำจืดที่อุดมสมบูรณ์ และ “คลองปากประ” ที่เกิดจากการรวมตัวของลำน้ำหลายสาย ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและประมง โดยใช้วิถีประมงพื้นบ้านแบบดั้งเดิม เช่น การใช้ “ยอยักษ์” เพื่อจับปลาลูกเบร่ ซึ่งเป็นปลาพื้นถิ่นของทะเลน้อย แม้จะมีขนาดเล็กแต่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง ชาวบ้านนำปลามาแปรรูปด้วยระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์และลมร้อนในตู้อบแห้งพาราโบลา เพื่อลดการปนเปื้อนและเพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน
ท่องเที่ยวชุมชน ล่องเรือชมวิถีชีวิตชาวประมง สัมผัสระบบนิเวศทางธรรมชาติที่งดงามเมื่อมาเยือนชุมชนปากประ จังหวัดพัทลุง กิจกรรมที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดคือการล่องเรือจากคลองปากประสู่ทะเลน้อย เพื่อชมแสงแรกของวันขณะพระอาทิตย์ขึ้นกลางลำน้ำ และเมื่อล่องเรือตามเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศ “ตามหาปลาลูกเบร่” จะได้สัมผัสวิถีชีวิตที่เต็มไปด้วยอัตลักษณ์และภูมิปัญญา ภาพของชาวประมงพื้นบ้านที่ใช้ยอยักษ์จับปลา รวมถึงระบบนิเวศทางธรรมชาติที่สวยงาม ทั้งทุ่งดอกบัว นกน้ำนานาชนิด และควายน้ำ หากเป็นช่วงน้ำลง จะได้เห็นฝูงควายน้ำที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้เพื่อการเกษตร มากินหญ้าและแช่น้ำในทะเลน้อย ทำให้นักท่องเที่ยวได้ชมความน่ารักของพวกมัน
ชุมชนปากประมีนวัตกรรมการท่องเที่ยวชุมชนที่มีจุดเด่นจากโครงการปากประโลว์คาร์บอน กิจกรรมและเส้นทางท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนชุมชนปากประมีนวัตกรรมการท่องเที่ยวชุมชนที่โดดเด่นจากโครงการปากประโลว์คาร์บอน ซึ่งรวมถึงกิจกรรมและเส้นทางท่องเที่ยวที่ยั่งยืน นอกจากนี้ยังมีแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวลองทัวร์ปากประสำหรับชุมชนคลองปากประ ภายใต้โครงการ Long Tour Pak Pra ที่ส่งเสริมการใช้แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในธุรกิจท่องเที่ยววิถีชุมชน และพัฒนาศักยภาพการบริการให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ท่องเที่ยวชุมชน สไตล์โนแมด ที่แม่ฮ่องสอน
ในยุคปัจจุบัน คนหนุ่มสาวต้องการเปลี่ยนบรรยากาศหรือสถานที่ทำงานเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะหมดไฟ การพกโน้ตบุ๊กไปทำงานและพักผ่อนในพื้นที่ห่างไกลผู้คนและใกล้ชิดธรรมชาติจึงกลายเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยม “เครือข่ายการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดแม่ฮ่องสอน” จึงนำนวัตกรรมมาปรับรูปแบบการท่องเที่ยว ทั้งการเดินทาง บริการชุมชน และพื้นที่อำนวยความสะดวก เพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวไทยที่ต้องการเปลี่ยนจาก Work From Home เป็น Work From Anywhere รวมถึงดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติจากเยอรมนี อังกฤษ และออสเตรเลีย ที่ต้องการพักผ่อนและเรียนรู้วิถีชีวิตท้องถิ่น พร้อมกับมีพื้นที่ทำงานส่วนตัวในหมู่บ้าน
ท่องเที่ยวชุมชนแบบโนแมดที่แม่ฮ่องสอน มีการพัฒนากลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ในพื้นที่มาคอยอำนวยความสะดวกและบริการนักท่องเที่ยว ตั้งแต่การต้อนรับ การดริปกาแฟ การทอผ้า ซึ่งผู้ที่มาเยือนไม่เพียงแต่สามารถนั่งทำงานได้อย่างมีความสุขนวัตกรรมการท่องเที่ยวแบบ Workation ในชุมชนและพื้นที่ต่างๆ ได้ปรับรูปแบบเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวตั้งแต่เดินทางมาถึง โดยมีการจัดการดูแลตั้งแต่การเข้าพื้นที่ การพักผ่อน และการทำงานนอกสถานที่ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและสร้างรายได้ให้ชุมชน นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนากลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ในพื้นที่ให้บริการนักท่องเที่ยว ตั้งแต่การต้อนรับ การดริปกาแฟ และการทอผ้า ผู้มาเยือนไม่เพียงแต่สามารถทำงานได้อย่างสบายใจ แต่ยังสามารถสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ในช่วงเวลาว่าง ไม่ว่าจะเป็นการเดินป่า พูดคุยกับผู้สูงอายุ หรือเล่นดนตรี ส่วนผู้ที่ต้องการความสงบเพื่อทำงานและชมธรรมชาติ ก็สามารถออกแบบการท่องเที่ยวให้ตรงกับความต้องการส่วนตัวได้
นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ หรือชมธรรมชาติอันสวยงามของจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้ท่องเที่ยวชุมชน บนดอยหลวงเชียงดาว กับเส้นทางอนุรักษ์มรดกโลก
ดอยหลวงเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นยอดเขาสูงอันดับ 3 ของประเทศไทย ด้วยความสูงกว่า 1,900 เมตร มีลักษณะเป็นป่ากึ่งอบอุ่นคล้ายต่างประเทศ อุดมไปด้วยพรรณไม้กว่า 2,000 ชนิด และพืชเฉพาะถิ่นที่พบได้ที่นี่เพียงแห่งเดียวมากกว่า 100 ชนิด นอกจากนี้ยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหายากใกล้สูญพันธุ์ถึง 672 ชนิด ปัจจุบันดอยหลวงเชียงดาวได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑล ซึ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติทั้งป่าไม้ พันธุ์พืช สัตว์ป่า และวัฒนธรรมท้องถิ่น ส่งผลให้เกิดการอยู่ร่วมกันระหว่างคนและธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยมีการจัดการพื้นที่อย่างชัดเจนทั้งด้านการอนุรักษ์และการทำมาหากิน นับเป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลลำดับที่ 5 ของไทย ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้มาเรียนรู้ธรรมชาติทุกปี หากขาดความรู้ อาจส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตดั้งเดิมถูกทำลายได้
NIA ได้พัฒนานวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ด้วยการสร้างแอปพลิเคชัน มหัศจรรย์ดอยหลวงเชียงดาว ที่รองรับการใช้งานทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์เพื่อเพิ่มประสบการณ์การสัมผัสความงามของธรรมชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว ภาคีเรารักดอยหลวงเชียงดาว และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงร่วมกับ NIA พัฒนานวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ผ่านแอปพลิเคชัน “มหัศจรรย์ดอยหลวงเชียงดาว” ซึ่งใช้งานได้ทั้งแบบออนไลน์ สำหรับศึกษาข้อมูลก่อนเดินทาง และแบบออฟไลน์ เนื่องจากในพื้นที่ดอยหลวงเชียงดาวไม่สามารถเชื่อมต่อสัญญาณโทรศัพท์ได้
แอปพลิเคชันนี้จะแสดงข้อมูลตลอดเส้นทาง เช่น พืชพรรณเฉพาะถิ่น จุดชมวิวแนะนำ ฟอสซิลหอยอายุ 230 ล้านปี รวมถึงเรื่องราวความเชื่อและความศรัทธาในพื้นที่ผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลดข้อมูลลงในสมาร์ทโฟนล่วงหน้าได้ เมื่อเดินทางถึงจุดที่กำหนด ก็สามารถสแกน QR Code เพื่อให้แอปพลิเคชันแสดงข้อมูลตลอดเส้นทาง เช่น พืชพรรณเฉพาะถิ่น จุดชมวิวแนะนำ ฟอสซิลหอยอายุ 230 ล้านปี รวมถึงเรื่องราวความเชื่อและความศรัทธาในพื้นที่ ประวัติเจ้าหลวงคำแดง เทพอารักษ์ประจำดอยหลวงฯ และช่องทางการบริจาคเพื่อร่วมดูแลทรัพยากร นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้สนใจการอนุรักษ์เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครพิทักษ์ดอยหลวงเชียงดาว เช่น การทำแนวกันไฟหรือปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่ป่า ดอยหลวงเชียงดาวถือเป็นพื้นที่ที่มีคุณค่าทั้งด้านระบบนิเวศ พันธุ์ไม้ สัตว์ป่า และวัฒนธรรมชุมชน การใช้นวัตกรรมเพื่อสังคมในพื้นที่นี้ไม่เพียงช่วยอนุรักษ์ แต่ยังส่งเสริมให้ความมหัศจรรย์ของดอยหลวงเชียงดาวคงอยู่สืบไป
ท่องเที่ยวชุมชน ฟังดนตรี “ม้งไซเบอร์” จากเด็กดอยบ้านน้ำจวง
ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยเฉพาะในโรงเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ โรงเรียนชายขอบ และโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร ที่ขาดแคลนครูและเทคโนโลยีการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ โรงเรียนบ้านน้ำจวง ตำบลบ่อภาค อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก เป็นโรงเรียนเดียวในหมู่บ้าน มีนักเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมปลายรวม 500 คน ปัญหาหลักของโรงเรียนนี้คือเด็กขาดทักษะอาชีพที่จำเป็นในยุคปัจจุบัน ทำให้เมื่อถึงวัยทำงานต้องย้ายไปเป็นแรงงานต่างถิ่น
ม้งไซเบอร์ ได้ออกแบบ 3 หลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพให้เยาวชนในชุมชนบ้านน้ำจวง เพื่อตอบสนองความต้องการทักษะที่จำเป็นในยุคปัจจุบันเพื่อเพิ่มโอกาสให้เยาวชนในหมู่บ้านได้เรียนรู้ทักษะอาชีพที่จำเป็นและสามารถนำไปสร้างอาชีพได้ บริษัท ม้ง ไซเบอร์ โซเชียล เอนเตอร์ไพรส์ จำกัด จึงร่วมกับชุมชนบ้านน้ำจวง ออกแบบ 3 หลักสูตรพัฒนาอาชีพ ได้แก่ การใช้เทคโนโลยีในอุตสาหกรรมอาหาร พื้นฐานการผลิตสื่อโฆษณาและสื่อออนไลน์ และการแสดงดนตรีและละครเวที เพื่อให้เยาวชนในหมู่บ้านมีทางเลือกอาชีพที่หลากหลายมากขึ้น

การออกแบบหลักสูตรนี้สอดคล้องกับบริบทของชุมชนที่เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และเทศกาลดนตรี (Hmong Cyber Music Festival) เพื่อให้เยาวชนที่จบหลักสูตรมีพื้นที่แสดงความสามารถ และให้ผู้ปกครองเห็นว่าการเรียนการสอนสามารถนำไปต่อยอดสร้างรายได้ในชุมชนได้ โดยไม่จำเป็นต้องย้ายไปทำงานในเมือง
ความสนุกของการท่องเที่ยวในปัจจุบันไม่เพียงอยู่ที่ความสวยงามของธรรมชาติหรืออาหารอร่อย แต่ยังรวมถึงการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ การสัมผัสวัฒนธรรมที่ผสมผสานกับนวัตกรรมอย่างลงตัว และการมีส่วนร่วมกับชุมชน ซึ่งเป็นทางเลือกที่น่าสนใจและควรส่งเสริมให้เป็นที่นิยมในวงกว้าง เพื่อสร้างการรับรู้ในระดับโลก
ภาพ : NIA
