ความงดงามภายในโบสถ์ซางตาครู้ส.
เรือนไม้โบราณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา.ชื่อ ‘กุฎีจีน’ เกิดจากพ่อค้าชาวจีนที่หยุดพักเพื่อตรวจสอบสภาพเรือและสินค้าก่อนเดินทางไปกรุงศรีอยุธยา และได้สร้างศาลเจ้าไว้ ซึ่งในศาลเจ้านั้นมีพระภิกษุจีนมาพักอาศัย ทำให้เกิดชื่อกุฎีจีน ขณะที่พ่อค้าฝรั่งและมุสลิมที่เดินทางมาพักแรมที่นี่ ก็ได้นำเงินจากการค้าขายมาสร้างศาสนสถานของตนเอง จึงมีทั้งวัด ศาลเจ้า โบสถ์คริสต์ และมัสยิดรวมกันในชุมชนเดียว ทำให้ชุมชนนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ ‘3 ศาสนา 4 ความเชื่อ’ การท่องเที่ยวที่นี่จึงเสมือนการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่ยังคงมีชีวิตอยู่มานานกว่า 200 ปี
วัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์และสืบทอดกันมายาวนานจนถึงปัจจุบัน คือวัฒนธรรมของชาวฝรั่งโปรตุเกสที่เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี จนได้รับพระราชทานที่ดินให้ตั้งถิ่นฐานที่นี่
โบสถ์ซางตาครู้ส...มุมมองด้านหน้า.
เรือจำลองแบบคาร์แร็กจากโปรตุเกส.นอกจากชุมชนกุฎีจีนแล้ว ยังมีชุมชนใหญ่ของชาวโปรตุเกสที่วัดคอนเซ็บชัญ ซึ่งในประวัติพระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทยมีการระบุไว้ว่า เมื่อพระเจ้าตากสินสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี คุณพ่อกอร์ บาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่เคยอาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยาและหลบหนีไปเขมรหลังจากการเสียกรุง ได้กลับมาพร้อมกลุ่มคนเข้ารีตและพบว่ามีคริสตชนอาศัยอยู่ใกล้ป้อมบางกอก จึงขอพระราชทานที่ดินจากพระเจ้ากรุงธนบุรีเพื่อสร้างโบสถ์ ซึ่งได้ตั้งชื่อว่า “โบสถ์ซางตาครู้ส” โบสถ์โรมันคาทอลิกเก่าแก่แห่งที่ 2 รองจากวัดคอนเซ็บชัญที่สามเสนฝั่งตะวันออก
โบสถ์ซางตาครู้สอาจจะไม่เป็นโบสถ์ที่สวยที่สุดในแง่ของความงาม แต่เป็นโบสถ์ที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ของชาวคาทอลิก คำว่า “ซางตาครู้ส” ในภาษาโปรตุเกสหมายถึง “กางเขนศักดิ์สิทธิ์” อาคารของโบสถ์ได้รับการออกแบบในสไตล์นีโอคลาสสิกและเรเนอซองซ์ ซึ่งมีลักษณะเด่นที่หอระฆังทรงแปดเหลี่ยมที่ประดับด้วยไม้กางเขนที่ยอด ตัวอาคารทำจากอิฐที่ตกแต่งด้วยลายปูนปั้น ส่วนด้านล่างเป็นห้องโถงที่มีซุ้มโค้งเชื่อมต่อกัน พร้อมทั้งกระจกสีที่บอกเล่าเรื่องราวจากพระคัมภีร์ รวมทั้งกระจกสแตนกลาสสามบานที่ยังคงหลงเหลืออยู่ แม้โบสถ์จะได้รับความเสียหายจากการระเบิดในสงครามโลกครั้งที่สอง จนต้องสร้างใหม่เป็นโบสถ์หลังที่สามในปัจจุบัน
หนึ่งในมรดกที่ยังคงตกทอดมาจนถึงปัจจุบันในชุมชนกุฎีจีนคือเรื่องของอาหาร โดยเฉพาะ “ขนมฝรั่งกุฎีจีน” ซึ่งถือเป็นขนมโบราณที่ยังคงรักษาสูตรดั้งเดิมของชาวโปรตุเกส มีลักษณะเป็นขนมที่ผสมระหว่างจีนกับฝรั่ง คล้ายขนมไข่ โดยตัวขนมเป็นต้นตำรับจากโปรตุเกส ส่วนหน้าขนมทำในสไตล์จีน ประกอบไปด้วยฟักเชื่อม ซึ่งคนจีนเชื่อว่ากินแล้วจะนำมาซึ่งความสุขและความสงบ
การทำขนมฝรั่งนี้ไม่ใช่เรื่องยาก เริ่มต้นจากการตีไข่และน้ำตาลจนขึ้นฟู จากนั้นผสมกับแป้งสาลี แล้วหยอดส่วนผสมใส่พิมพ์และนำไปอบในเตาอบโบราณ ทำให้ขนมมีความกรอบนอกนุ่มใน พร้อมทั้งกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่ลอยออกมา
ขนมฝรั่งกุฎีจีน
“ช่อม่วง-กระทงทอง” เมนูของว่างในสำรับของบ้านสกุลทองในการทริปนี้ นอกจากจะได้ลิ้มรสขนมฝรั่งกุฎีจีนแล้ว ยังได้สัมผัสกับสำรับอาหารของชาวกุฎีจีนที่บ้านสกุลทองที่มีทั้งขนมช่อม่วงและกระทงทอง อย่างไรก็ตาม เมนูที่โดดเด่นที่สุดคือ ค้างคาวเผือก ซึ่งเป็นตำรับของว่างชาววังจากสูตรเจ้าครอกทองอยู่ ตัวไส้ของขนมคล้ายหน้าข้าวเหนียวกุ้ง ทำจากมะพร้าวผัดกับกุ้งสับและมันกุ้ง พร้อมด้วยรสชาติหอมจาก 3 เกลอ ได้แก่ กระเทียม พริกไทย และรากผักชี ส่วนแป้งที่ห่อไส้ทำจากแป้งสาลีผสมเผือกและหัวกะทิเล็กน้อย เพื่อความหอมมันและอร่อย เมื่อกินคู่กับอาจาดแล้วอร่อยจนหยุดไม่ได้ ส่วนกระทงทองที่นี่ก็มีชื่อเรียกแปลกไปจากที่อื่นว่า กระทงทองสัพแหยก ซึ่งมาจากศัพท์โปรตุเกส 'ซับเช่' หมายถึงเครื่องปรุงสูตรโปรตุเกสที่มีหมูสับ มันฝรั่งหั่นลูกเต๋า และเครื่องเทศสไตล์โปรตุเกส
ค้างคาวเผือกอีกหนึ่งสถานที่ที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาที่ชุมชนกุฎีจีน คือ พิพิธภัณฑ์กุฎีจีน ซึ่งถูกริเริ่มโดย “พี่ตอง” นาวินี พงษ์ไทย ร่วมกับ คุณโต๋-ฉัตรชัย พงษ์ไทย เพื่อเป็นการอนุรักษ์และสืบทอดประวัติศาสตร์และเสน่ห์ของชุมชนกุฎีจีนให้ลูกหลานได้เรียนรู้ ผ่านการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับชาวโปรตุเกสในเมืองสยาม รวมทั้งการนำของสะสมที่มีมาแต่สมัยคุณปู่คุณย่ามาจัดแสดง
สิ่งที่สำคัญคือ พี่ตองเองเป็นทายาทของครอบครัวทหารโปรตุเกสที่ร่วมรบกับสมเด็จพระเจ้าตากสิน และยังเป็นหนึ่งใน 16 นามสกุลที่มีเชื้อสายโปรตุเกส
ภายในโบสถ์ซางตาครู้สการมาเที่ยวชุมชนกุฎีจีนไม่สมบูรณ์หากไม่ได้แวะไปชมพิพิธภัณฑ์กุฎีจีน...ห้ามพลาดเลยทีเดียว...
นอกจากนี้ ชุมชนกุฎีจีนยังมีศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ที่น่าสนใจอย่างศาลเจ้าเกียนอันเกง หรือเทียนอันก๋งตามการออกเสียงของแต่ละคน, ศาลเจ้าแม่กวนอิม และยังมีเรือนไม้เก่าริมน้ำที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี รวมทั้งเรือนจันทนภาพ ซึ่งเป็นเรือนไทยเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 120 ปี ที่คุณป้าแดง...จารุภา จันทนภาพยังคงดูแลรักษาไว้อย่างดีเยี่ยม
รูปถ่ายภายในพิพิธภัณฑ์กุฎีจีนเสียดายเวลามีน้อย ฝนก็ไม่ค่อยเป็นใจเลย คงต้องขอฝากความประทับใจไว้ก่อน...ชุมชนกุฎีจีนใกล้แค่นี้ แล้วจะกลับมาลิ้มลองขนมหวานไทยที่บอกกันว่ามีต้นกำเนิดจากโปรตุเกส ทั้งฝอยทอง ทองหยอด พร้อมทั้งชิมอาหารโปรตุเกสที่ถูกส่งต่อมาจนถึงทุกวันนี้อีกหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นหมูซัลโม ต้มเค็มโปรตุเกส ไปจนถึงโมฟาโด...แกงส้มโปรตุเกสสุดยอดที่มีชื่อเสียง
รับรองได้ว่า...ไม่นานเกินรอแน่นอน...!!!
