แค่พริบตาเดียวเท่านั้น... กับโปรแกรม “เที่ยวทิพย์” ที่พาเราไปย้อนวันวานและความทรงจำของหัวหน้าทีมซอกแซก ที่โชคดีได้เดินทางท่องเที่ยวทั่วประเทศไทย
ทั้งการ “ท่องเที่ยว” และ “ทำงาน” อย่างครบครันทั่วทุกจังหวัด... ด้วยเหตุการณ์โควิด-19 ที่ระบาด ทำให้ไม่มีโอกาสเดินทางไปไหน จึงถือโอกาสย้อนรำลึกความทรงจำและจัดอันดับความประทับใจ ซึ่งอันดับที่ 6 นั้นได้ถูกเผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา...
สัปดาห์นี้มาถึงอันดับที่ 7 กันแล้วครับ และก็อยู่ในกรุงเทพฯ นี่แหละครับ ไม่ต้องเดินทางไกลไปไหนให้เหนื่อยเหมือนจังหวัดอื่นๆ
นั่นก็คือ การนั่งเรือเพลิดเพลินไปกับ “แม่น้ำเจ้าพระยา” ที่ไหลผ่านเมืองหลวงแห่งสยาม ก่อนจะมุ่งหน้าลงสู่อ่าวไทยในที่สุด
ตามที่ทราบกันดีว่า แม่น้ำเจ้าพระยามีจุดเริ่มต้นมาจากแม่น้ำทั้ง 4 สาย ได้แก่ ปิง, วัง, ยม และน่าน ซึ่งมารวมตัวกันในสองจุด ขยักแรกแม่น้ำปิงและวังมาบรรจบที่อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก จากนั้นก็ไหลลงมาเรื่อยๆ ส่วนอีกขยักหนึ่ง แม่น้ำยมและน่านมาบรรจบที่ตำบลเกยไชย อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ กลายเป็นแม่น้ำน่าน ก่อนจะไหลมาพบกันที่ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งกลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา
แม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านอำเภอต่างๆ ในจังหวัดนครสวรรค์ ผ่านอุทัยธานี, ชัยนาท, สิงห์บุรี, อ่างทอง, พระนครศรีอยุธยา, ปทุมธานี, นนทบุรี, กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ ซึ่งเป็นจังหวัดสุดท้าย โดยรวมระยะทางทั้งหมด 372 กิโลเมตร
หากกล่าวถึงความสวยงามของแม่น้ำเจ้าพระยา คงต้องเริ่มต้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาลงมา เพราะในช่วงนี้แม่น้ำจะได้รับอิทธิพลจากน้ำทะเล ทำให้แม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่นี้และกรุงเทพฯ มีน้ำเต็มสองฝั่งตลอดทั้งปี แม้ในช่วงฤดูแล้ง
หัวหน้าทีมซอกแซกได้เดินทางมายังกรุงเทพฯ ครั้งแรกเมื่ออายุ 10 ปี โดยการเดินทางในครั้งนี้ใช้เรือเอี้ยมจุ๊นเพื่อบรรทุกพืชผลจากญาติผู้ใหญ่ที่ปากน้ำโพ เพื่อส่งมอบให้พ่อค้าส่งออกที่ทรงวาด กรุงเทพฯ
ยังจำได้ดีว่าการเดินทางในครั้งนั้นตรงกับช่วงปิดเทอมฤดูแล้ง ขบวนเรือโยงประมาณ 7-8 ลำ ใช้เวลาเดินทางไปกลับถึง 10 วัน ล่องลงไปใช้เวลา 3 วัน และต้องใช้เวลาอีก 7 วันในการกลับขึ้น เพราะต้องเจอกับพื้นที่ตื้นเขินที่เป็นดอนทรายและน้ำแห้ง ลูกเรือต้องลงไปช่วยกันเข็นช่วยกันดันตลอดเส้นทางตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์จนถึงอ่างทอง
ขบวนเรือโยงเริ่มเข้ามาเรียงลำดับกันได้อย่างสวยงามเมื่อมาถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งน้ำเริ่มเอ่อล้นเกือบเต็มฝั่ง
ยังจำได้ว่าเมื่อขบวนเรือโยงผ่านจังหวัดนนทบุรีเข้าใกล้กรุงเทพฯ เด็กน้อยวัย 10 ปีอย่างหัวหน้าทีมซอกแซกก็ถึงกับออกไปนั่งที่หัวเรือ มองเห็นทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำด้วยความตื่นตะลึงในความสวยงามและความยิ่งใหญ่ของสิ่งปลูกสร้างที่อยู่เบื้องหน้า
ตื่นเต้นกับตึกโดมของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟบางกอกน้อย และโรงพยาบาลศิริราช ตื่นตะลึงยิ่งขึ้นเมื่อผ่านท่าราชวรดิฐ มองเห็นพระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้วที่ยิ่งใหญ่ตระหง่านอยู่ทางซ้าย จากนั้นก็เห็นพระปรางค์ของวัดอรุณฯ อยู่ทางขวา และอีกไม่นานก็ถึงสะพานพระพุทธยอดฟ้า ซึ่งในสมัยนั้นสะพานแห่งนี้คือสะพานเดียวที่ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเชื่อมกรุงเทพฯ กับธนบุรี
เมื่อขบวนเรือลอดผ่านสะพานพุทธ ก็เห็นท่าน้ำราชวงศ์ทรงวาดอยู่ข้างหน้า แสดงว่ามาถึงจุดหมายปลายทาง หลังจากที่เดินทางมาถึง 3 วัน
ไม่น่าเชื่อว่าอีก 8 ปีต่อมา เมื่ออายุ 18 ปี จะได้กลับเข้ากรุงเทพฯ อีกครั้ง คราวนี้เพื่อเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ก่อนจะต่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ริมฝั่งเจ้าพระยาที่เคยนั่งมองด้วยความตื่นตะลึงในตอนที่นั่งเรือโยงเข้ากรุงเทพฯ ครั้งแรก

ความผูกพันกับแม่น้ำเจ้าพระยาเริ่มต้นตั้งแต่ยังเด็ก จึงทำให้หัวหน้าทีมซอกแซกหลงใหลและชื่นชมในความงดงามของแม่น้ำสายนี้ และทุกครั้งที่มีโอกาสได้ล่องเรือไปตามลำน้ำเจ้าพระยา จะรู้สึกมีความสุขเสมอ แม้ตอนที่เติบโตขึ้นและเริ่มทำงาน
นอกจากนี้ หัวหน้าทีมซอกแซกยังมีโอกาสเดินทางไปหลายประเทศ และด้วยความที่ชื่นชอบน้ำก็ไม่พลาดที่จะลงเรือท่องลำน้ำสำคัญในแต่ละประเทศ เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับแม่น้ำเจ้าพระยาของเรา
ถึงแม้จะยอมรับว่าในบางประเทศนั้นแม่น้ำมีความยิ่งใหญ่และสวยงามมากๆ เช่น แม่น้ำฮัดสันในมหานครนิวยอร์ก, แม่น้ำหวงผู่ในเซี่ยงไฮ้, ปากอ่าวซิดนีย์ในออสเตรเลีย, แม่น้ำเทมส์ในลอนดอน, ลำคลองในอัมสเตอร์ดัม, และลำน้ำสุมิดะในโตเกียว ฯลฯ
แต่ถึงอย่างนั้น ความยิ่งใหญ่ของแม่น้ำเหล่านั้นก็ไม่สามารถทำให้หัวหน้าทีมลดความชื่นชมในแม่น้ำเจ้าพระยาสายเล็กๆ ของเราลงได้เลย
เหตุผลหลักคือทั้งสองฝ่ายต่างก็มีความพิเศษของตัวเอง... พวกเขามีความยิ่งใหญ่อลังการ แต่ของเราก็มีความพิเศษเช่นกันในด้านการผสมผสานระหว่าง “ศิลปะทันสมัย” จากสิ่งปลูกสร้างใหม่ๆ ที่ดูทันสมัยอย่างลงตัว กับ “ศิลปะโบราณ” ที่มีความงดงามตระการตา เช่น วังและวัดวาอาราม ที่ตั้งเรียงรายสลับกันไปอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ เป็นอะไรที่หาที่ไหนในโลกนี้ไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่มาเยือนประเทศไทยมักจะได้มีโอกาสนั่งเรือล่องเจ้าพระยา ทั้งกลางวันและกลางคืน ขึ้นอยู่กับจังหวะและเวลาที่บริษัททัวร์จัดให้... และพวกเขาก็ไม่เคยพลาดที่จะชื่นชมในความสวยงามและบรรยากาศของเราจนกลับไปพูดถึงหรือเขียนถึงด้วยความประทับใจเสมอ
เมื่อโควิด-19 เบาบางลงและการเปิดประเทศเป็นไปตามที่คาดไว้ “ขบวนเรือล่องเจ้าพระยา” คงจะกลับมามีบทบาทอีกครั้งเป็นจุดขายสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศของเรา
ต้องลุ้นให้โควิด-19 ซาลงโดยเร็ว “ลุงตู่” ท่านจะได้เปิดประเทศตามเป้าหมายใน 120 วันข้างหน้า
“ซูม”
