เมื่อสองยายหลาน พี่เปิ้ล “สรัญญา” และหลานสุดแสบ พราวไพลิน พร้อมสาวๆ แก๊งใหญ่ชวนไปท่องเที่ยวในปีนังในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ จุดหมายอาจไม่สำคัญเท่าความสนุกจากการเดินทางร่วมกัน การตัดสินใจออกเดินทางก็เริ่มต้นอย่างไม่ยุ่งยาก ไม่มีพิธีรีตองใดๆ
นั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่หาดใหญ่ในช่วงเช้าตรู่ ก่อนจะต่อรถข้ามแดนที่ด่านสะเดาเข้าสู่ปีนัง ผ่านเส้นทางไทรบุรี ดินแดนที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของไทยในอดีต แต่โชคร้ายที่ฝนตกหนักจนทุกคนเปียกปอนไปทั้งตัว สถานการณ์ราวกับกะเหรี่ยงตกดอย แต่เพราะได้มาถึงแล้วก็ไม่ย่อท้อ ต้องเดินหน้าต่อ...เวลาก็มีจำกัด จะรออะไร
นั่งรถเมล์สาย 101 จาก Komtar หรือ คอมตาร์ คอมเพล็กซ์ ตึกสูงที่สุดในปีนัง ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเมือง ด้านบนเป็นสำนักงาน และด้านล่างเป็นสถานีขนส่งรถประจำทาง ทุกสายต้องมาจอดที่นี่ และที่น่าสนใจคือมีป้ายบอกเวลารถที่จะมาถึงอย่างชัดเจน ทำให้การวางแผนเดินทางสะดวกมากขึ้น
มัสยิด Kapitan Keling Mosque.เนื่องจากฝนตกหนัก เราจึงไม่สามารถออกไปเที่ยวได้ นอกจากการไปเดินเล่นในห้างสรรพสินค้า โดยเฉพาะ Gurney Plaza ห้างใหญ่ที่ตั้งอยู่ริมทะเล มีสินค้าให้เลือกมากมาย ทั้งแบรนด์ดังและไม่ดัง และราคาของสินค้าหลายอย่างที่เป็นแบรนด์ท้องถิ่นของมาเลเซียก็ไม่แพง และบางอย่างยังถูกกว่าที่เมืองไทยที่เราคุ้นเคยกัน บอกตัวเองว่าจะไม่ซื้อ แต่สุดท้ายก็หิ้วกลับมาคนละถุงสองถุง
วันต่อมาในปีนัง อากาศร้อนจัดผิดกับวันก่อนหน้า เป็นวันที่ “ฝนซาฟ้าใส” จริงๆ เนื่องจากโรงแรมที่เราพักเป็น Budget Hotel เราจึงต้องออกไปหาของกินตามร้านใกล้เคียง และโชคดีที่มีร้านติ่มซำที่คนปีนังเรียกว่า Zim Zum อยู่ใกล้ๆ ร้านนี้ใหญ่โตมากและตั้งอยู่ในย่านจอร์จ ทาวน์ คนท้องถิ่นนิยมมาทานอาหารเช้าที่นี่ รวมถึงนักท่องเที่ยวบางกลุ่มด้วย
Zim Zum หรือ ติ่มซำ เป็นอาหารเช้าของคนปีนัง.ร้านนี้มีเมนูหลากหลายให้เลือก ทั้งติ่มซำ ก๋วยเตี๋ยว และโกปี๊ ที่เราสามารถหยิบใส่ถาดแล้วยืนรอตัวโต๊ะ เนื่องจากมีคนแน่นมากจนต้องเล่นเก้าอี้ดนตรีกันเลยทีเดียว การที่ได้ออกมาทานอาหารที่นี่ทำให้เราได้เห็นวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น โดยเฉพาะในวันเสาร์อาทิตย์ คนปีนังจะพาครอบครัวมาทานอาหารเช้ากันที่นี่ ทั้งอาม่า อากง อาซ้อ อาอี๊ และเด็กๆ ทุกคนมารวมตัวกัน ฟังเสียงพูดคุยกันท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่น เห็นเป็นความสัมพันธ์ของครอบครัวที่เหนียวแน่น แม้ว่าปีนังจะเป็นเมืองที่มีคนหลากหลายเชื้อชาติและวัฒนธรรม ทั้งจีน มลายู และอินเดีย แต่ทุกคนก็อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบ
ถ้าไม่นับภาษาแล้ว วิถีชีวิตของคนปีนังก็ไม่ต่างจากภูเก็ตที่บ้านเรามากนัก คนหลากหลายเชื้อชาติและศาสนา ไม่ว่าจะเป็นพุทธ คริสต์ หรืออิสลาม ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นมิตร แม้ว่าจะมีความแตกต่างในหลายๆ ด้าน
หลังจากอิ่มท้องแล้ว เราจ่ายไป 44 ริงกิต ซึ่งแปลงเป็นเงินไทยแค่ประมาณ 300 บาท แต่มันทำให้เรารู้สึกอิ่มอร่อยจริงๆ วันนี้เราจะเดินเที่ยวชมจอร์จทาวน์ ซึ่งเป็นทั้งเมืองเก่าและเมืองหลวงของรัฐปีนัง เป็นหนึ่งใน 13 รัฐของมาเลเซีย ที่ยังได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลก ร่วมกับเมืองมะละกา
เสน่ห์ของจอร์จทาวน์ไม่ได้อยู่แค่ถนนที่เต็มไปด้วยงานศิลปะในย่าน Art street หรือ Street Art เท่านั้น แต่ยังอยู่ที่การอนุรักษ์บ้านเรือนสไตล์โคโลเนียลแบบชิโน-โปรตุกีส ที่ยังคงอยู่ได้อย่างดี จึงทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกเหมือนย้อนเวลากลับไปในยุคที่ชาวจีนโพ้นทะเลจากมณฑลฝูเจี้ยน เดินทางผ่านช่องแคบมะละกาเข้ามาสู่เกาะหมาก ซึ่งเป็นชื่อเดิมของปีนัง เพราะในอดีตเกาะนี้มีต้นหมากขึ้นอยู่มาก

ในปัจจุบัน อาคารหลายหลังในย่านนี้ได้รับการปรับปรุงให้กลายเป็นโรงแรมบูทีคที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมาย ห้องพักส่วนใหญ่จองเต็มตลอดเวลา นอกจากโรงแรมแล้ว ยังมีร้านกาแฟที่ตกแต่งอย่างมีสไตล์ รวมถึงร้านขายของที่ระลึกที่ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงจากบ้านเก่าที่กลายเป็นร้านเล็กๆ ที่มีความคลาสสิกและน่าสนใจ

ย่านที่ได้รับความสนใจและมีคนมากที่สุดน่าจะเป็นย่านสตรีตอาร์ต ที่มีภาพวาดสวยงามบนกำแพง โดยเริ่มต้นจากแนวคิดของศิลปินชาวลิทัวเนียที่ชื่อ เออร์เนสต์ ซาคาเรวิก ซึ่งเขาจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมิดเดิล-เซ็กซ์ในลอนดอน และเดินทางมาที่ปีนังเพื่อทำงานศิลปะของเขา ในงาน George Town Festival 2012 เขาได้เปิดตัวโปรเจ็กต์ชื่อ “Mirrors George Town” ด้วยการวาดภาพบนผนังกำแพงในจอร์จทาวน์ เพื่อแสดงถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรมของผู้คนในเมืองนี้ โดยวาดทั้งหมด 8 ภาพ ภายหลังศิลปินคนอื่นๆ เห็นถึงความน่าสนใจและมาช่วยกันเพิ่มงานศิลปะต่อจนทำให้ย่านนี้กลายเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยม

ภาพส่วนหนึ่งของการวาดบนผนังตึก
หนึ่งในภาพไฮไลต์ที่ได้รับความนิยมและทำเป็นของที่ระลึกคือภาพของเด็กผู้หญิงที่ปั่นจักรยานคันใหญ่พร้อมน้องชายตัวเล็กที่นั่งซ้อนท้าย เป็นภาพที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องมาถ่ายรูปกันที่นี่

นอกจากสตรีตอาร์ตแล้ว ในเมืองยังมีคฤหาสน์สีฟ้าที่ถือเป็นอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวสำคัญของเมืองที่ไม่ควรพลาด หากมีเวลาควรไปเยี่ยมชม คฤหาสน์นี้สร้างขึ้นในทศวรรษที่ 1880 และเคยเป็นที่พักของเฉิง ฟัต เจ๋อ บุคคลสำคัญของจีนในช่วงที่มีการจัดตั้งเขตช่องแคบปีนังในศตวรรษที่ 19 ซึ่งคฤหาสน์นี้เพิ่งได้รับรางวัล Unesco Asia-Pacific Heritage Conservation Award นอกจากนี้ยังมีป้อมคอร์นเวลลิส ซึ่งตั้งชื่อตามชาร์ล คอร์นเวลลิส ผู้สำเร็จราชการของอังกฤษในเมืองเบงกอลช่วงปลายทศวรรษที่ 1700 ป้อมนี้เป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ของเมือง โดยภายในมีโครงสร้างดั้งเดิมที่มีอายุเกินร้อยปี รวมถึงโบสถ์ คุกขังนักโทษ คลังเก็บดินปืน ประภาคารที่เคยใช้ส่งสัญญาณเรือที่เข้ามาเทียบท่า และปืนใหญ่สำริดที่สร้างโดยชาวดัตช์ในปี ค.ศ.1603

คุกขังนักโทษภายในป้อมคอร์นเวลลิส
ในวันสุดท้ายของการเดินทางที่ปีนัง เราได้ไปเยี่ยมชมสะพานเชื่อมเกาะปีนังแห่งที่ 2 ที่มีชื่อว่า สะพานสุลต่านอับดุล ฮาริม มูอัด ซัมซาห์ ซึ่งเปิดใช้งานเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2014 เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของชาวมาเลเซีย เพราะถือว่าเป็นสะพานที่ยาวที่สุดในมาเลเซียและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีความยาวถึง 24 กิโลเมตร และปลายสุดของสะพานยังมีเอาต์เลตใหญ่ในเมืองใหม่ ที่เหมาะแก่การช็อปปิ้งมากๆ

ปืนใหญ่ “ศรีรัมไบ” ที่ตั้งอยู่ที่ป้อมปราการคอร์นเวลลิส
การปิดทริปปีนังในครั้งนี้เป็นไปอย่างเร่งรีบ แต่ก็ได้เรียนรู้และเห็นความหลากหลายของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งถึงแม้จะเป็นการมองในมุมที่รวบรัด แต่ก็ทำให้เราเห็นถึงความเจริญที่น่าสนใจ
