ในห้องปฏิบัติการที่สว่างไสวเหนือพิพิธภัณฑ์โบราณคดีแห่งกรุงลอนดอน หรือ MOLA (Museum of London Archaeology) ลุยซา ดูอาร์เต กำลังทำความสะอาดภาพปูนเปียกโบราณขนาดใหญ่จากศตวรรษที่หนึ่งอย่างระมัดระวัง ภาพนี้ได้มาจากการขุดค้นในพื้นที่บริเวณถนนไลม์ใจกลางย่านการเงินของกรุงลอนดอน เมื่อไม่นานมานี้ ภาพปูนเปียกนี้ถือเป็นหนึ่งในภาพโบราณที่เก่าแก่ที่สุดของชาวโรมันในลอนดอน ซึ่งเชื่อว่าเกิดขึ้นประมาณปี ค.ศ. 60 และด้วยขนาดใหญ่เกือบสามเมตรสูงสองเมตร ทำให้เป็นหนึ่งในภาพปูนเปียกที่สมบูรณ์และใหญ่ที่สุดที่เคยพบในกรุงลอนดอน
นักโบราณคดีเชื่อว่า ภาพปูนเปียกนี้เคยถูกประดับบนสิ่งก่อสร้างที่ถูกทำลายไปในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่สอง ซึ่งในช่วงนั้นมีการสร้างบาซิลิกา (basilica) และฟอรัม (forum) ขึ้นในพื้นที่แห่งใหม่ที่มีความอลังการ และถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดที่ชาวโรมันเคยสร้างขึ้นเหนือเทือกเขาแอลป์ ซึ่งใหญ่กว่ามหาวิหารเซนต์ปอลในปัจจุบันอีกด้วย ทุกสิ่งในพื้นที่นั้นถูกทำลายและสร้างใหม่ตามแนวคิดของคนรุ่นใหม่ นี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาอีกกว่า 1,900 ปี

ถ้าคุณขุดค้นไปยังพื้นผิวของกรุงลอนดอนที่มีอายุยาวนาน จะพบกับสิ่งประดิษฐ์มากมาย ตั้งแต่ภาพปูนเปียกของชาวโรมันจากศตวรรษที่หนึ่งไปจนถึงรองเท้าสเก็ตน้ำแข็งในยุคกลาง หรือแม้แต่ฟันของช้าง ด้วยการที่ลอนดอนเป็นเมืองหลวงเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป จึงมีการสร้างบ้านเมืองและอาคารต่างๆ ทับซ้อนกันมาในหลายยุค ตั้งแต่ยุคโรมัน, แซกซัน, นอร์แมน, ทิวดอร์, จอร์เจียน จนถึงยุควิกตอเรีย ทำให้กรุงลอนดอนในปัจจุบันมีชั้นทางโบราณคดีที่สูงเกือบเก้าเมตร
สำหรับนักโบราณคดีในลอนดอนนั้น ความท้าทายคือลอนดอนยังคงเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนกว่าแปดล้านคน ถนนหนทางที่แออัด ตึกสูงระฟ้า และสถาปัตยกรรมที่งดงาม การสำรวจพื้นที่ใต้ดินจึงเป็นเรื่องยากและทำได้ในเวลาจำกัด แต่โครงการวิศวกรรมและการก่อสร้างที่เติบโตอย่างรวดเร็วในย่านใจกลางทางโบราณคดีของกรุงลอนดอนกลับเปิดโอกาสให้นักโบราณคดีได้ค้นพบสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ผิวดินและสำรวจอดีตของเมืองนี้ในเชิงลึก
โบราณวัตถุที่ค้นพบจากการขุดค้นมีจำนวนมหาศาล บางชิ้นเป็นศิลปวัตถุหลายล้านชิ้นที่สะท้อนประวัติศาสตร์ยาวนานของมนุษยชาติบริเวณแม่น้ำเทมส์ ตั้งแต่สมัยต้นยุคหินกลางเมื่อประมาณ 11,000 ปีก่อน จนถึงยุควิกตอเรียปลายศตวรรษที่ 19 นอกจากนั้นยังพบกระดูกของชาวลอนดอนผู้ล่วงลับหลายพันคนที่ถูกฝังในสุสาน ก่อนที่จะถูกบดบังโดยการก่อสร้างและลืมเลือนมาหลายร้อยปี

“การขุดค้นเหล่านี้ทำให้เราได้เห็นภาพชีวิตในยุคต่างๆ ของชาวลอนดอนที่น่าทึ่ง” ดอน วอล์กเกอร์ นักวิทยากระดูกมนุษย์จากโมลา กล่าว “มันทำให้เราตระหนักว่า เราทุกคนเป็นเพียงแค่ตัวละครเล็กๆ ที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์อันยาวนานของลอนดอนเท่านั้น”

โครงการครอสส์เรล (Crossrail Project) เป็นโครงการที่มีผลกระทบสำคัญที่สุดต่อการศึกษาด้านโบราณคดีของลอนดอน โครงการสร้างทางรถไฟใต้ดินสายใหม่จากตะวันออกสู่ตะวันตกนี้ไม่เพียงแต่เป็นโครงการวิศวกรรมที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นการขุดค้นทางโบราณคดีที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ตั้งแต่เริ่มต้นในปี 2009 อุโมงค์ยาว 42 กิโลเมตร และสถานที่ก่อสร้างกว่า 40 แห่งได้พบศิลปวัตถุและฟอสซิลหลายพันชิ้น ครอบคลุมช่วงเวลาเกือบ 70,000 ปี
การขุดค้นที่น่าตื่นเต้นที่สุดเริ่มขึ้นในฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา บริเวณหน้าสถานีรถไฟถนนลิเวอร์พูลที่เต็มไปด้วยผู้คน แผนการสร้างห้องโถงขายตั๋วใต้ดินทำให้ต้องขุดผ่านสุสานเบดแลมเก่าแก่ ซึ่งเป็นสุสานแห่งแรกในลอนดอน งานนี้ทำให้ต้องขุดพบโครงกระดูกของชาวลอนดอนมากกว่า 3,300 คน ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ในช่วงศตวรรษที่ 16 และ 17 เมื่อกาฬโรคระบาดรุนแรงในเมือง

ผมและเจย์ คาร์เวอร์ หัวหน้านักโบราณคดีจากโครงการครอสส์เรล กำลังยืนอยู่บนแท่นสังเกตการณ์เหนือแหล่งขุดค้น ข้างล่างทีมนักโบราณคดี 30 คนในชุดหมีสีส้มพร้อมหมวกนิรภัยสีน้ำเงินกำลังขุดเศษดินออกจากกะโหลกศีรษะ เชื่อกันว่าโครงกระดูกเหล่านี้เป็นของผู้เสียชีวิตในระหว่างการระบาดของกาฬโรคในปี 1665 ซึ่งคร่าชีวิตชาวลอนดอนไปประมาณ 75,000 ถึง 100,000 คนจากประชากรทั้งหมด 450,000 คน
นักวิทยาศาสตร์มีแผนที่จะทดสอบโครงกระดูกบางชิ้น เพื่อหวังว่าจะได้ข้อมูลเกี่ยวกับการวิวัฒนาการของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดกาฬโรค “หนึ่งในความลับที่น่าสงสัยก็คือ ทำไมกาฬโรคถึงไม่เคยกลับมาระบาดในลอนดอนอีกหลังจากปี 1665” คาร์เวอร์กล่าว “ก่อนหน้านี้ มันเคยมาเยือนลอนดอนเป็นประจำ แต่หลังจากนั้นมันก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย เราต้องการคำตอบจากการทดสอบนี้”

เรื่อง รอฟฟ์ สมิท, ภาพถ่าย ไซมอน นอร์โฟล์ก
ที่มา - National Geographic
www.ngthai.com
